Siemens ทุ่ม 150 ล้านบาท สร้างคลังสินค้าอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ดันโรงงานสู่ยุค Industry 4.0

Siemens ได้ลงทุนประมาณ 4 ล้านยูโร (ราว 150 ล้านบาท) ในการสร้างคลังสินค้าที่ทันสมัยที่สุด ณ โรงงานผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าในเมืองบาด นอยชตัท ประเทศเยอรมนี โรงงานเก่าแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1937 แห่งนี้กำลังจะก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยแนวคิด คลังสินค้าอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่ง Siemens มุ่งมั่นที่จะ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ถึง 40% และสนับสนุนการผลิตแบบ Just-in-Time (JIT) ในสายการผลิต

ระบบโลจิสติกส์ใหม่นี้เน้นย้ำถึงตำแหน่งของโรงงานในฐานะผู้บุกเบิก Industry 4.0 หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ Siemens ใช้เทคโนโลยีภายในองค์กรตลอดการวางแผนและการนำโครงการไปปฏิบัติ ตั้งแต่การสร้าง Digital Twin ของระบบ ไปจนถึงส่วนประกอบระบบอัตโนมัติและมอเตอร์ไฟฟ้าบนเครื่องจัดเก็บและเรียกคืนสินค้า โครงการนี้ยังเป็นอีกก้าวสำคัญสู่ “โรงงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” (data-driven factory) ด้วยการหลอมรวมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการปฏิบัติงาน (OT) เข้าด้วยกัน

Digital Twin: ประหยัดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ

ในการวางแผนโครงการ Siemens ได้สร้าง Digital Twin ของคลังสินค้า การผลิตมอเตอร์หลัก และการไหลของวัสดุทั้งหมด ระหว่างการผลิตและคลังสินค้า สิ่งนี้ทำให้สามารถปรับปรุงคลังสินค้า การผลิต และกระบวนการไหลของวัสดุได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง Siemens ระบุว่า Digital Twin ไม่เพียงช่วย ประหยัดต้นทุนและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการวางแผน แต่ยัง เพิ่มความน่าเชื่อถือในการวางแผนและเร่งการนำระบบไปใช้งานจริง

นอกจากนี้ การจำลองผ่าน Digital Twin จะช่วยให้สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลในอนาคตได้ เช่น กลยุทธ์การจัดเก็บที่ดีที่สุด การรวมการจัดหาแบบ Just-in-Sequence (JIS) และลำดับการผลิตและการหยิบสินค้าที่ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ Digital Twin จึงกลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับระบบโลจิสติกส์ภายในที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในอนาคต

คลังสินค้า: ตัวกันชนอัจฉริยะ เพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต

คลังสินค้าใหม่นี้ทำหน้าที่เป็น ตัวกันชน (decoupling buffer) ระหว่างการผลิตสเตเตอร์และโรเตอร์ที่ยังไม่ระบุลูกค้า และการประกอบที่เฉพาะเจาะจงตามคำสั่งซื้อ การแยกส่วนนี้ช่วยให้การผลิตมีความยืดหยุ่นและตอบสนองได้ดีขึ้น Siemens ระบุว่าด้วยการกักเก็บสเตเตอร์และโรเตอร์ไว้ในคลังสินค้า โรงงานสามารถรองรับความผันผวนของความต้องการ หรือการหยุดชะงักในกระบวนการต้นน้ำได้ดีขึ้น โดยไม่กระทบต่อการประกอบขั้นสุดท้าย

ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาดำเนินการในการประกอบขั้นสุดท้ายยังสั้นลง เนื่องจากชิ้นส่วนที่จำเป็นจะถูกจัดส่งจากคลังสินค้าแบบ JIT ในรอบการผลิตผ่านโซนหยิบสินค้าด่วน (fast-picking zone) ซึ่งมีช่องหยิบสินค้า 21 ช่อง Siemens ระบุว่าสามารถ เคลื่อนย้ายพาเลทได้ประมาณ 3,100 พาเลท และตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งมากกว่า 3,800 ตู้ต่อวัน ในการทำงานสามกะ

สิ่งนี้เป็นไปตามหลักการ “สินค้ามาหาคน” (goods to people) แทนที่จะเป็น “คนไปหาสินค้า” (people to goods) ซึ่งช่วย ลดอัตราข้อผิดพลาดในการหยิบสินค้าได้ถึง 99% พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ 40% และยังช่วยลดการหมุนเวียนของวัสดุลง 40% อีกด้วย

การลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติและ Digital Twin ของ Siemens สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรม 4.0 ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาด

ที่มา: https://www.cio.com/article/4029061/siemens-builds-fully-automated-warehouse-with-digital-twin.html

About pawarit

Check Also

สิ้นสุดการรอคอย 11 ปี! Siemens เผยโฉม “LOGO! 9” อัปเกรดขุมพลังคูณสอง ตอบโจทย์ออโตเมชันขนาดกะทัดรัด

ในอุตสาหกรรมและการจัดการอาคาร (Building Services) คอนโทรลเลอร์ขนาดเล็กถือเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ ล่าสุด Siemens ได้สร้างความฮือฮาในงานแสดงสินค้า Light + Building ด้วยการเปิดตัว LOGO! 9 ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 11 …

เมื่อการออกแบบผิดพลาดหมายถึงต้นทุนมหาศาล – NX CAD ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างไร

ในอุตสาหกรรมการผลิต ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในขั้นตอนการออกแบบอาจนำไปสู่ต้นทุนที่บานปลาย และส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การแก้ไขแบบ การผลิตชิ้นส่วนใหม่ ไปจนถึงความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า ซึ่งกระทบไปทั้งไลน์ผลิต ความแม่นยำในขั้นตอนออกแบบจึงเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันกับตลาด ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องมือออกแบบที่สามารถจำลอง วิเคราะห์ และตรวจสอบความถูกต้องได้ตั้งแต่ระยะแรกของโครงการ