ภาคการผลิตถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจสิงคโปร์ โดยมีสัดส่วนถึง 20% ของ GDP ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายระยะยาวเพื่อรักษาสัดส่วนดังกล่าวไว้อย่างเหนียวแน่น และล่าสุดสิงคโปร์ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างฐานการผลิต เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางปัจจัยกดดันด้านต้นทุนและความซับซ้อนของโลกธุรกิจในปัจจุบัน

คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ หรือ EDB ระบุว่า ภาคการผลิตของสิงคโปร์ได้พัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความหลากหลาย ก้าวล้ำทางเทคโนโลยี และเชื่อมโยงกับทั่วโลก ผ่านการลงทุนด้าน R&D รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้สิงคโปร์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อากาศยาน เซมิคอนดักเตอร์ และชีวการแพทย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงงานที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค ถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทายหลักดังนี้
- ข้อจำกัดด้านพื้นที่: JTC ผู้บริหารพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกว่า 80% ในสิงคโปร์ จะเน้นไปที่ภาคการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดบนทรัพยากรที่ดินที่มีจำกัด
- การยกระดับตำแหน่งงาน: สิงคโปร์จะเร่งสร้างตำแหน่งงานทักษะสูงในสายอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ Smart Factory เพื่อมาทดแทนแรงงานในไลน์ผลิตดั้งเดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าของงานให้มากขึ้น
- การแข่งขันในภูมิภาค: การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในอาเซียนผลักดันให้สิงคโปร์ต้องสร้างความแตกต่างด้วยการผลิตมูลค่าสูง อาศัย R&D โครงสร้างพื้นฐาน คนที่มีความสามารถ และพันธมิตรในอุตสาหกรรม
บริษัทผู้ผลิตหลายแห่งเริ่มนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เข้มงวดขึ้นในด้านความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และข้อกำหนดทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน เช่น Sunningdale Tech ผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกความแม่นยำสูง ร่วมมือกับ A*Star พัฒนาระบบตรวจสอบข้อบกพร่องด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อลดภาระงานตรวจสอบแบบแมนนวล เป็นต้น
อุปสรรคสำคัญของผู้ผลิตในภูมิภาคอาเซียนคือการขยายผลโซลูชันการผลิตขั้นสูง เนื่องจากความกังวลด้านผลตอบแทนจากการลงทุน รวมถึงปัญหาข้อมูลโรงงานที่กระจัดกระจายและไม่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในการฝึกสอนโมเดล AI ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน AI และอุตสาหกรรมการผลิตรวมกัน
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย





