หุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ หรือ Humanoid Robot กำลังเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีต้นแบบทางวิทยาศาสตร์สู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม เพราะภายในทศวรรษหน้าตลาดหุ่นยนต์ประเภทนี้จะมีมูลค่าเติบโตจนเทียบเท่ากับอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากความก้าวหน้าทางวิศวกรรม รวมถึงความจำเป็นทางโครงสร้างในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั่วโลก

รายงานจาก Roland Berger ระบุว่า หากการพัฒนาเทคโนโลยียังคงรักษาระดับความเร็วในปัจจุบัน ภายในปี 2035 อุตสาหกรรม Humanoid Robot ในระดับ OEM จะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในกรณีต่ำสุด โดยมียอดผลิตราว 10 ล้านตัวต่อปี และอาจพุ่งสูงถึง 750 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในกรณีที่ตลาดเติบโตสูงสุด ด้วยยอดผลิต 30 ล้านตัวต่อปี
เมื่อเจาะลึกในระดับชิ้นส่วน ระบบขับเคลื่อนจะมีมูลค่าสูงถึง 26-79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือโครงสร้างและสรีระที่ 14-42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และระบบประกอบที่ 45-113 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ต้นทุนการผลิตหุ่นยนต์หนึ่งตัวจะยังอยู่ในหลักหมื่นดอลลาร์ แต่ต้นทุนการดำเนินงานจะลดต่ำลงเหลือเพียง 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างเด็ดขาดให้กับธุรกิจโรงงาน
แรงขับเคลื่อนสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการหดตัวของประชากรวัยทำงาน สถิติประชากรวัยทำงาน และอัตราการว่างงานในปี 2025 ของกลุ่มประเทศหลักทั่วโลก ตอกย้ำถึงโครงสร้างแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนดังนี้
- อินเดีย: ประชากรวัยทำงาน 1,002 ล้านคน มีอัตราการว่างงาน 4.2%
- จีน: ประชากรวัยทำงาน 987 ล้านคน มีอัตราการว่างงาน 4.6%
- สหภาพยุโรป (EU): ประชากรวัยทำงาน 278 ล้านคน มีอัตราการว่างงาน 5.9%
- สหรัฐอเมริกา: ประชากรวัยทำงาน 224 ล้านคน มีอัตราการว่างงาน 4.2%
- กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ: ญี่ปุ่น 72 ล้านคน ว่างงาน 2.5%, เยอรมนี 52 ล้านคน ว่างงาน 3.7% และเม็กซิโก 89 ล้านคน ว่างงาน 2.7%
ประชากรวัยทำงานในบางภูมิภาคคาดว่าจะลดลงถึง 22% ภายในปี 2050 ระบบอัตโนมัติแบบเดิมหรือแขนกลที่ยึดติดกับที่ไม่สามารถตอบสนองความยืดหยุ่นได้ Humanoid Robot ที่สามารถปฏิบัติงานในโครงสร้างพื้นฐานเดิมของมนุษย์ได้ทันทีจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จำเป็น
อย่างไรก็ตามคอขวดของการพัฒนาไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์ แต่เปลี่ยนผ่านไปสู่กลยุทธ์ด้านข้อมูลและสถาปัตยกรรม AI โดยเฉพาะโมเดล Vision-language และการเรียนรู้แบบ Zero-shot learning ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ทำงานได้โดยไม่ต้องมีการป้อนคำสั่งล่วงหน้า แต่ความพร้อมของแต่ละภูมิภาคนั้นค่อนข้างมีความแตกต่างกัน
เริ่มต้นที่ จีน ที่หวังเป็นผู้นำด้านการผลิตเชิงปริมาณ มีบริษัทสตาร์ทอัพ 39 แห่ง ได้รับเงินทุน 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าผลิตสูงถึงราว 15,000 ตัวในปี 2025 โดยเน้นการส่งหุ่นยนต์เข้าสู่กระบวนการลอจิสติกส์เพื่อกดต้นทุนให้ต่ำลง
ตามด้วย อเมริกาเหนือ ที่มีสตาร์ทอัพ 25 แห่ง เงินทุน 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดการณ์ยอดผลิตราว 500 ตัวในปี 2025 มุ่งเน้นไปที่สถาปัตยกรรมแบบ AI-first นำโดยบริษัทอย่าง Tesla, Figure ที่ร่วมมือกับ BMW และ Boston Dynamics ตามด้วย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่มีสตาร์ทอัพ 22 แห่ง เงินทุน 0.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดการณ์ยอดผลิตราว 100 ตัว
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย





