สำหรับธุรกิจองค์กรหลายแห่งในไทย การอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 ที่กำลังจะหยุดสนับสนุนอย่างเป็ทางการในไม่ช้านี้ไปสู่โซลูชัน SAP S/4HANA on Cloud กำลังกลายเป็นวาระใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการกันอย่างเข้มข้น
ในบทความนี้ คุณองอาจ สินธทียากร ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาระบบดิจิทัลและข้อมูลธุรกิจ บริษัท Somboon Advance Technology Public Company Limited ได้มาแบ่งปันประสบการณ์การอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 ที่ใช้มานานกว่า 14 ปี สู่ SAP Cloud ERP Private ผ่าน RISE with SAP เพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

Somboon Advance Technology Public Company Limited: ผู้นำด้านการผลิต ชิ้นส่วนยานยนตร์ เครื่องจักรกลการเกษตร และธุรกิจหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ

Somboon Advance Technology Public Company Limited หรือ SAT ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 โดยเป็นบริษัทสัญชาติไทย 100% ที่มีพนักงานร่วมกันมากกว่า 1,900 คน และมีรายได้รวมมากกว่า 7,500 ล้านบาท แต่หากนับถึงจุดตั้งต้นของ Somboon Group จริงๆ นั้นต้องนับย้อนไปตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งก็แปลว่าจริงๆ ธุรกิจในเครือสมบูรณ์นี้มีอายุมายาวนานกว่า 60 ปีแล้ว
ปัจจุบัน บริษัทในกลุ่มสมบูรณ์มีด้วยกัน 6 แห่ง ดังนี้
- บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
- บริษัท สมบูรณ์หล่อเหล็กเหนียวอุตสาหกรรม จำกัด
- บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แคสติ้ง โปรดักส์ จำกัด
- บริษัท สมบูรณ์ ฟอร์จจิ้ง เทคโนโลยี จำกัด
- บริษัท สมบูรณ์ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
- บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ อกริคัลเจอร์ จำกัด

Credit: Somboon Advance Technology
ด้วยศักยภาพของธุรกิจในเครือรวมกัน ทำให้ Somboon Advance Technology ขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนตร์และเครื่องจักรการเกษตรของไทย ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนได้ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Forging, Casting และอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอยู่เสมอ จึงทำให้ SAT กลายเป็นผู้นำระดับโลกได้อย่างแท้จริง

Credit: Somboon Advance Technology
คุณองอาจเผยว่า SAT มีลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันของ SAP นั้นก็เกิดจากการผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งมีกระบวนการในการปรับปรุงคุณภาพและต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ธุรกิจของ SAT สามารถเติบโตต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปีได้

Credit: Somboon Advance Technology
นอกจากนี้ การที่ SAT ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การผลิตชิ้นส่วนยานยนตร์ แต่ยังก้าวมาสู่การผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรการเกษตรเพื่อเปิดรับต่อโอกาสใหม่ๆ ในประเทศไทยที่เป็นประเทศกสิกรรมด้วยแล้ว ก็ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการของเครื่องจักรการเกษตรนั้นแตกต่างจากชิ้นส่วนยานยนตร์ทั่วไป ทำให้ในเครือของกลุ่มสมบูรณ์นี้ก็ให้ความสำคัญต่องาน Research & Development เป็นอย่างมาก

Credit: Somboon Advance Technology
อย่างไรก็ดี คุณองอาจเล่าว่าทุกวันนี้ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนตร์นั้นก็กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่ของการแข่งขันที่สูงขึ้น และการมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะยานยนตร์ไฟฟ้าหรือ EV ซึ่ง Somboon Advance Technology เองก็ได้เริ่มปรับตัวเพื่อการเติบโตสู่อนาคตแล้ว
ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Somboon Advance Technology ได้ที่ https://www.satpcl.co.th/th/home
Creditใช้ SAP ECC 6.0 บริหารธุรกิจยาวนานถึง 14 ปี ยังคงเชื่อมั่นใจ SAP และตัดสินใจ อัปเกรดครั้งใหญ่ด้วย RISE with SAP: Somboon Advance Technology
ด้วยอายุของบริษัทที่ยาวนานกว่า 60 ปี ทำให้ Somboon Advance Technology ผ่านการเปลี่ยนแปลงในเชิงของแนวคิดการบริหารธุรกิจมาหลายรอบ ซึ่งการใช้ระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP ในการบริหารธุรกิจนั้นก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ SAT ด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมา SAT ได้มีการใช้งาน SAP ECC 6.0 มาอย่างยาวนานถึง 14 ปี ซึ่งนอกจากจะทำงานร่วมกับ SAP Implementer แล้ว ภายใน SAT เองก็ยังมี Software Developer ของตนเองที่คอยพัฒนาความสามารถต่างๆ เพิ่มเติมให้กับ SAP มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้งาน SAP ECC 6.0 อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Z Program ขึ้นมาใช้งานมากกว่า 100 รายการ หรือการผสานระบบเข้ากับโซลูชันอื่นๆ ที่หลากหลาย ไปจนถึงการพัฒนาระบบออกรายงานสำหรับส่วนต่างๆ ของธุรกิจ
วิสัยทัศน์ของ SAT นั้นเชื่อว่าระบบ ERP จะต้องรองรับการเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจในอนาคตได้ ประกอบกับ SAP เองก็ประกาศถึงแผนการหยุดสนับสนุน SAP ECC 6.0 ในอีกไม่นาน ทาง SAT จึงตัดสินใจที่จะอัปเกรดหรือเปลี่ยนระบบ ERP ครั้งใหญ่ในองค์กร
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงทางเลือกต่างๆ ของการวางระบบ ERP ใหม่แล้ว สุดท้าย SAT ก็ยังคงตัดสินใจใช้ SAP ต่อไป โดยเลือกเป็นการใช้งาน RISE with SAP ที่มี SAP Cloud ERP Private เป็นระบบเบื้องหลัง เพื่อให้สามารถรองรับการย้ายข้อมูลและกระบวนการทำงานเดิมที่มีอยู่มาให้ได้มากที่สุด โดยวางแผนที่จะ Cut Off ระบบเก่าทั้งหมดและเปลี่ยนมาใช้ RISE with SAP แทนทั่วทั้งองค์กรเลย

Credit: SAP
จุดเด่นของ RISE with SAP นั้นก็คือการที่ RISE with SAP เป็นโซลูชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 มาสู่ SAP Cloud ERP Private อยู่แล้ว จึงมีการกำหนดแนวทางและกระบวนการต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้ SAT เชื่อมั่นได้ว่าการย้ายระบบครั้งนี้จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น ในขณะที่ SAP Cloud ERP Private นั้นก็มีความยืดหยุ่นที่สูง สามารถรองรับต่อความต้องการของ SAT ได้เป็นอย่างดี

Credit: SAP
ทั้งนี้ทาง SAT เองก็ถือโอกาสในโครงการอัปเกรดระบบ SAP ครั้งนี้ ในการปัดกวาดทำความสะอาดทั้ง Master Data, ข้อมูล และกระบวนการทำงานที่มีอยู่ในระบบเดิมไปด้วย เนื่องจากการใช้งานในช่วง 14 ปีที่ผ่านมานี้ ก็มีข้อมูลเก่าซึ่งไม่ได้ใช้แล้วยังคงตกค้างอยู่ไม่น้อย และมีข้อมูลซ้ำซ้อนอยู่ภายในระบบบ้าง ในขณะที่ SAT เองก็มีความต้องการใหม่ๆ เพิ่มเติมซึ่ง SAP ECC 6.0 ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ แต่เชื่อว่า SAP Cloud ERP Private จะสามารถตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้
SAT วางแผนเอาไว้ว่าต้องการที่จะอัปเกรดระบบให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 8-9 เดือน โดยมีความท้าทายเรื่องของการจัดการข้อมูล, กระบวนการ, Z Program จำนวนมหาศาล และการ Integration ระบบ SAP เข้ากับระบบอื่นๆ มากมาย จึงทำให้โครงการนี้มีความท้าทายทั้งในเชิงเทคนิคและกรอบเวลา
Go Live ระบบ SAP Cloud ERP Private ผ่าน RISE with SAP อย่างราบรื่นไร้แรงต้าน ออกรายงานธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อยอดสู่ AI และ Data ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
ด้วยการวางแผนดำเนินโครงการอัปเกรดที่ดี และทีมงาน NTT DATA Business Solutions ที่ทำงานอย่างเป็นระบบ ทำให้ SAT สามารถอัปเกรดระบบสู่ SAP Cloud ERP ผ่าน RISE with ได้ทันเวลา และสามารถ Go Live ใช้งานต่อเนื่องได้อย่างไม่สะดุดติดขัด

Credit: SAP
คุณองอาจชี้ว่าสาเหตุที่ SAT สามารถ Go Live ระบบได้สำเร็จในครั้งนี้ นอกจากการเตรียมตัวที่ดีแล้ว ยังมีปัจจัยจากผู้ใช้งานทั่วทั้งองค์กรที่ไม่มีแรงต้านในการอัปเกรดระบบครั้งนี้เลย เนื่องจากทั้งผู้บริหารและพนักงานต่างก็มีความคุ้นเคยกับระบบของ SAP เป็นอย่างดี อีกทั้งการอัปเกรดในครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมากนัก มีเพียงการปรับปรุงการทำงานให้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้งานให้มากขึ้น รวมถึงบางระบบเองนั้นผู้ใช้งานก็ใช้ผ่านระบบอื่นๆ ที่มีการ Integrate ผ่านเข้า SAP มา จึงทำให้ผู้ใช้งานบางส่วนไม่ต้องทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ
ในขณะที่ผู้ใช้งานบางกลุ่มอย่างเช่นฝ่ายบัญชีและการเงินก็ได้เปลี่ยนจากการทำงานบางส่วนบน Excel มาสู่ SAP รวมถึงมีกระบวนการเรื่องการทำ e-Tax Invoice เข้ามาเพิ่มเติม ก็ทำให้ต้องมีการปรับตัวบ้าง แต่ก็เป็นเพียงเรื่องของความคุ้นเคยเท่านั้น
คุณองอาจระบุว่าหลังจากที่มีการ Go Live ระบบ RISE with SAP อย่างเป็นทางการแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็มีด้วยกันหลากหลาย เช่น

Credit: SAP
- การปิดงบบัญชีใช้เวลาน้อยลงถึง 50% โดยนอกจากความเร็วในการประมวลผลที่สูงขึ้นแล้ว ทาง SAT ก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินการควบคู่ไปด้วย
- การรวมข้อมูลของธุรกิจในเครือทั้งหมดเพื่อจัดทำรายงานส่วนกลางเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
- การวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงธุรกิจนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบของ Report เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สามารถมองไปถึง Dashboard ที่จะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจรวดเร็วยิ่งขึ้นได้
- การจัดทำรายงานและงบการเงินเพื่อส่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก
- สามารถรวบรวมข้อมูลและทำกระบวนการด้าน Tooling บน SAP ได้โดยตรง ทำให้การเก็บข้อมูลการใช้งานเครื่องจักรในมิติต่างๆ สามารถบันทึกเป็นข้อมูลสำหรับ Asset แต่ละชิ้นทั้งของ SAT เองและของลูกค้า ช่วยให้การวางแผนทำ Preventive Maintenance มีความแม่นยำมากขึ้น
- สามารถลดงานในส่วนของ Basis ที่เคยดูแล SAP ECC 6.0 ลงได้ เนื่องจาก RISE with SAP นั้นทำงานอยู่บน Cloud และ Reskill ทีมงานให้ไปช่วยดูแลงานด้าน Systems Integration เพิ่มเติมแทนได้ โดยที่ไม่ต้องมีทีมงานสำหรับการดูแล Cybersecurity ให้แก่ SAP
ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา SAT ก็มุ่งเน้นไปที่การเก็บรายละเอียดและจัดการปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังคงตกค้างในการใช้งาน SAP อยู่บ้าง แต่คุณองอาจเผยว่าหลังจากนี้ก็จะมีการพิจารณาถึงการต่อยอดอย่างจริงจังมากขึ้น โดยอาศัย SAP เป็นพื้นที่จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจหลักต่อไป
เลือกใช้ NTT DATA Business Solution เป็น Partner ในการอัปเกรดระบบ มั่นใจในประสบการณ์และชื่อเสียงของทีมงาน

ในการดำเนินโครงการอัปเกรดระบบสู่ RISE with SAP ครั้งนี้ แม้ว่าจะมี SAP Implementer หลายรายเข้าร่วมนำเสนอแนวทางโครงการ แต่ SAT ได้เลือกทำงานร่วมกับ NTT DATA Business Solutions Thailand เนื่องจากทีมงานสามารถให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ได้ตั้งแต่ช่วงก่อนการตัดสินใจลงทุน พร้อมด้วยประสบการณ์ในการดำเนินโครงการให้กับองค์กรชั้นนำหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้ถึงความเชี่ยวชาญ ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และความสามารถในการส่งมอบโครงการให้บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้
คุณองอาจเล่าว่า เมื่อได้ร่วมงานกับทีมโครงการจริง พบว่าทั้ง Project Director และ Project Manager มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการ SAP มาอย่างยาวนาน สามารถช่วยวางแผน ให้คำปรึกษา และแนะนำรายละเอียดสำคัญในแต่ละขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ จนสามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดเวลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับ SAT เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ทีมงานยังทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เปิดกว้างต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสามารถสื่อสารกันได้เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมเดียวกัน มากกว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการ การดำเนินงานตลอดโครงการยังมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ SAT สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง
เตรียมก้าวกระโดดสู่ Manufacturing 5.0 ด้วย AI, Data และ Industrial IoT เสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-Time
คุณองอาจได้เล่าถึงแผนในอนาคตของ SAT ที่ต้องการมุ่งสู่เทรนด์ Manufacturing 5.0 ที่จะมีการผสานการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องจักร, ข้อมูล และ AI ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่ในการสำรวจและเรียนรู้ของ SAT ในปัจจุบัน

Credit: SAP
ด้วยวิสัยทัศน์นี้ที่ข้อมูลจะกลายเป็นตัวกลางในการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องจักร, ระบบ IT และ AI ทำให้ SAT มีแผนที่จะเชื่อมต่อระบบ Industrial IoT (IIoT) เข้ากับ SAP โดยตรง เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรได้ในแบบ Real-Time และวิเคราะห์ถึงปัญหาเชิงลึกได้ทันที หรือสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการตรวจสอบด้านคุณภาพได้โดยตรง ซึ่งคุณองอาจก็ระบุว่า SAP DataSphere เองก็อาจมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน

Credit: SAP
เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษาและบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ
สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP Business Suite S/4HANA Cloud หรือโซลูชันอื่นๆ ของ SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02-2370553-57 หรือติดตาม ได้ที่ email: [email protected] หรือ www.nttdata-solutions.com
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย






