DHL ยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์ ได้เร่งขยายเครือข่ายการขนส่งและจัดการแบตเตอรี่แบบครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตแบตเตอรี่ และระบบกักเก็บพลังงาน

การขนส่งแบตเตอรี่ถือเป็นความท้าทายที่แตกต่างจากระบบโลจิสติกส์แบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากแบตเตอรี่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอาจมีน้ำหนักมากกว่า 50 ตัน อีกทั้งยังมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบสินค้าอันตรายที่เข้มงวดมาก DHL จึงได้ผสานจุดแข็งภายในองค์กร ทั้งด้านคลังสินค้า การขนส่งด่วน และการจัดการสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างศูนย์ความเป็นเลิศด้าน EV และแบตเตอรี่ (EV and Battery Centers of Excellence) ซึ่งปัจจุบันเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก และกำลังเตรียมขยายสาขาเพิ่มเติม
ระบบโลจิสติกส์เฉพาะทางนี้จะดูแลแบตเตอรี่ตลอดทั้งวงจรชีวิต ตั้งแต่การขนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงาน การจัดเก็บ การกระจายสินค้า การตรวจสอบสภาพ การชาร์จไฟ ไปจนถึงการซ่อมบำรุงและเตรียมการรีไซเคิล เพื่อตอบรับเส้นทางการค้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฐานการผลิตหลักอยู่ในเอเชีย แต่ความต้องการใช้งานกำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ล่าสุด DHL ได้เปิดพื้นที่คลังสินค้าเฉพาะทางสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 13,000 ตารางเมตรในเยอรมนี และเตรียมเปิดใช้งานศูนย์ลอจิสติกส์เฉพาะทางอีกแห่งในฮังการีภายในปี 2027
ไม่เพียงแค่อุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น โครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาคก็มีความต้องการระบบโลจิสติกส์ที่แม่นยำเช่นกัน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ที่ผ่านมา DHL ได้ขนส่งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (BESS) สำหรับโครงการระดับสาธารณูปโภคไปแล้วกว่า 1,100 ชุดทั่วโลก
การขยับตัวครั้งใหญ่นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ปี 2030 ของ DHL Group ที่ต้องการผลักดันกลุ่มธุรกิจพลังงานใหม่ (New Energy) ให้เติบโต โดยตั้งเป้าสร้างรายได้แตะ 3 พันล้านยูโรภายในสิ้นทศวรรษนี้ เพื่อก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกให้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







