[บทสัมภาษณ์พิเศษ]: ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยก้าวไกลระดับโลก ถอดรหัส “การแยกสารเพื่อสุขอนามัย” จากมุมมองผู้บริหารระดับสูง Flottweg

ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ อุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขคาดการณ์มูลค่าการส่งออกในปี 2568 ที่พุ่งทะยานสร้างสถิติสูงสุดถึง 339.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมอัตราการเติบโตกว่า 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงศักยภาพของกลุ่มสินค้าอาหารและเกษตรอุตสาหกรรมไทยที่ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ทว่า ภายใต้แสงสว่างของตัวเลขที่สวยงามนี้ หากมองลึกลงไปในสายการผลิตระดับโรงงาน ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดในรอบทศวรรษ เพราะความท้าทายในโลกธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การหาตลาดใหม่หรือการตอบสนอง “ความต้องการ (Demand)” ที่หลั่งไหลเข้ามาเท่านั้น แต่คือคำถามที่ว่า “เราจะรักษามาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด ในสเกลการผลิตที่ขยายตัวอย่างมหาศาลได้อย่างไร?”

เพื่อไขคำตอบและค้นหาทางออกให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย ManuTalkThai ได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้บริหารระดับสูง 2 ท่านจาก Flottweg ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแยกสาร (Separation Technology) จากประเทศเยอรมนี ได้แก่ คุณสเวน เบอดัว (Sven Budo) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระดับโลก และ คุณกมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ Flottweg ประเทศไทย ที่มาร่วมเปิดมุมมองแบบเจาะลึก วิเคราะห์ปัญหา และนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านแนวคิด “การแยกสารเพื่อสุขอนามัย (Hygienic Separation)” ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะพลิกโฉมการผลิตของไทยให้พร้อมท้าชนในเวทีโลก

จากมุมมองของ Flottweg ท่ามกลางกระแสการส่งออกอาหารของไทยที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง ผู้ประกอบการหลายรายมักติดกับดักทางความคิดที่ว่า การเติบโตหมายถึงการทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างโรงงานใหม่หรือขยายกำลังการผลิต (Capacity Expansion) เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ความท้าทายที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ในกระบวนการดำเนินงานรายวัน นั่นคือการขยายสเกลการผลิตให้ดำเนินไปได้อย่างสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพสูงสุด และมีความปลอดภัยขั้นเด็ดขาด

ในปัจจุบัน ผู้ผลิตชาวไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลัก 3 ประการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้:

  1. การรักษาคุณภาพสินค้าให้คงที่และสม่ำเสมอ ภายใต้ปริมาณกำลังการผลิต (Throughput) ที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
  2. การเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ (Yield) เพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุดทุกหยาดหยด
  3. การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยระดับสากล ที่ทวีความเข้มงวดและมีข้อกำหนดที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกปี

ประเด็นที่น่าสนใจและถือเป็นขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่คือ มูลค่าการส่งออกของ “เศษวัสดุและผลพลอยได้ (By-products)” จากอุตสาหกรรมอาหารเพียงอย่างเดียว มีมูลค่าสูงถึง 3.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพของ กระบวนการแยก (Separation Processes) ที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” ในการจัดการของเสียอีกต่อไป แต่เป็น “ปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย” ในการเพิ่มการกู้คืนผลิตภัณฑ์ (Product Recovery) รักษาความสม่ำเสมอของคุณภาพ และสร้างกำไรจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงผลพลอยได้

“ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการขยายได้อย่างสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในระดับโลก… หากผู้ประกอบการไทยสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านสุขอนามัยในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือโอกาสมหาศาล”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือคือ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพ หลายองค์กรในไทยมักทุ่มเททรัพยากรจำนวนมหาศาลไปกับการตรวจสอบคุณภาพในขั้นตอนสุดท้าย (Final Quality Control) โดยหวังว่าด่านสุดท้ายนี้จะช่วยกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกไป ทว่าในมุมมองของวิศวกรรมกระบวนการผลิต (Process Engineering) และความปลอดภัยด้านอาหาร ความคิดนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและมีความเสี่ยงสูง

ผู้บริหาร Flottweg อธิบายอย่างหนักแน่นว่า การออกแบบด้านสุขอนามัย (Hygienic Design) ไม่ควรเริ่มต้นที่จุดสิ้นสุดของสายพานการผลิต แต่ต้องถูกผนวกและ “ฝังราก” เข้าไปตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ขั้นตอนการร่างแบบพิมพ์เขียวของเครื่องจักรไปจนถึงการวางระบบท่อส่งต่าง ๆ ภายในโรงงาน

มาตรฐานอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลกอย่าง EHEDG (European Hygienic Engineering & Design Group) และ Codex Alimentarius ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การออกแบบด้านสุขอนามัยคือรากฐานที่แท้จริงของความปลอดภัยในอาหาร ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้อง “สร้างขึ้น (Built-in)” ผ่านโครงสร้างของเครื่องจักร ไม่ใช่เพียง “ตรวจสอบ (Inspected)” ในภายหลัง

ในทางปฏิบัติ การออกแบบเครื่องจักรที่ได้มาตรฐานสุขอนามัย ต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดทางวิศวกรรมอย่างลึกซึ้ง เช่น:

  • พื้นผิวที่สามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง (Fully cleanable surfaces): วัสดุต้องมีความเรียบเนียน ไม่เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย
  • การสัมผัสน้ำอย่างสมบูรณ์ (Complete wetting): ทุกซอกทุกมุมของพื้นที่ที่สัมผัสกับอาหารต้องสามารถถูกชะล้างด้วยน้ำและสารทำความสะอาดได้ 100%
  • การขจัดจุดอับ (Elimination of dead zones): ไม่มีรอยต่อ ช่องว่าง หรือเหลี่ยมมุมที่ของเหลวหรือเศษอาหารสามารถไปกระจุกตัวและบูดเน่าได้

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกบูรณาการเข้าด้วยกัน จะส่งผลให้ระบบสามารถทำความสะอาดตัวเองแบบอัตโนมัติหรือ CIP (Cleaning-in-Place) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) ลดระยะเวลาที่ต้องหยุดเครื่องจักรเพื่อถอดล้าง (Downtime) และรับประกันได้ว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะมีความบริสุทธิ์สม่ำเสมอ แม้จะเดินเครื่องผลิตติดต่อกันยาวนานหลายสัปดาห์ในสเกลอุตสาหกรรมก็ตาม

ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี โรงงานจำนวนมากเลือกใช้วิธี การปรับปรุงอุปกรณ์เดิม (Retrofit) หรือการอัปเกรดเครื่องจักรเก่าเพื่อประหยัดต้นทุน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่ในมุมมองของความปลอดภัยทางอาหาร นี่คือหนึ่งในขั้นตอนที่มักถูกมองข้ามและเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะในระยะยาว

การออกแบบด้านสุขอนามัยมักถูกนำมาพิจารณาเฉพาะในช่วงของการปรับปรุงเครื่องจักรเท่านั้น ทำให้เครื่องจักรเก่า (Legacy equipment) มักมี “ข้อบกพร่องทางพันธุกรรม” ที่ฝังรากลึกและแก้ไขได้ยาก เช่น งานเชื่อมโลหะที่ไม่ได้มาตรฐาน รอยต่อที่ก่อให้เกิดช่องว่าง หรือชิ้นส่วนโครงสร้างที่ไม่รองรับแรงดันและอุณหภูมิของการทำความสะอาดแบบ CIP ได้อย่างสมบูรณ์

ข้อมูลจากองค์กรความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป (EFSA) ยืนยันว่า การออกแบบด้านสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสมเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความเสี่ยงด้านจุลชีววิทยาในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะในโครงการยกระดับระบบ (Modernization) แบบครึ่งๆ กลาง ๆ จุดอ่อนด้านการออกแบบเหล่านี้จะยิ่งสะสมและขยายตัว กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อจุลินทรีย์ที่นำไปสู่ปัญหาการปนเปื้อนในล็อตการผลิตขนาดใหญ่ ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากการต้องเรียกคืนสินค้า (Product Recall) หรือความเสียหายต่อชื่อเสียงแบรนด์นั้น สูงกว่าต้นทุนการลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ที่ได้มาตรฐานสุขอนามัยหลายร้อยเท่า

หนึ่งในหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ตั้งแต่โรงกลั่นน้ำผลไม้ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ไปจนถึงอุตสาหกรรมนมและเครื่องดื่ม คือ กระบวนการแยกของแข็ง-ของเหลว (Solid-liquid separation) ซึ่งแต่เดิมมักพึ่งพาวิธีการเชิงกลแบบดั้งเดิม เช่น การใช้ถังตกตะกอน (Settling tanks) หรือระบบกรองแบบกด (Filter presses) ซึ่งกินพื้นที่ ใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากสภาพแวดล้อมภายนอก

Flottweg ในฐานะผู้นำระดับโลก ได้ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีการแยกสมัยใหม่ โดยเฉพาะ เครื่องหมุนเหวี่ยง (Centrifuge) ทั้งในรูปแบบ Decanter และ Separator คือกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมวงการ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการได้ผลผลิต (Yield) ได้ในขั้นตอนการทำงานแบบต่อเนื่อง (Continuous process) เพียงขั้นตอนเดียว โดยให้ประสิทธิภาพในการแยกที่เหนือกว่าวิธีดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบัน เทคโนโลยีของ Flottweg ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการ “แยกของแข็งออกจากของเหลว” เท่านั้น แต่ถูกวิจัยและพัฒนาเพื่อมุ่งเน้น “การเพิ่มการกู้คืนผลิตภัณฑ์ (Product Recovery)” อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมน้ำผลไม้ เครื่องหมุนเหวี่ยงสามารถสกัดน้ำผลไม้ออกจากกากได้จนหยดสุดท้าย และแยกตะกอนแขวนลอยออกจากของเหลวใสได้อย่างแม่นยำ ทำให้กระบวนการมีเสถียรภาพ ลดการสูญเสียทรัพยากร และตอบสนองต่อความต้องการสินค้าที่มีความบริสุทธิ์สูงได้อย่างไร้ที่ติ

นอกจากนี้ การออกแบบให้เป็น “ระบบปิด (Closed System)” ยังช่วยลดการสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นการปกป้องผลิตภัณฑ์จากการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่จะทำลายสี รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ ขั้นตอนการแยกในช่วงแรกนี้เอง คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นตัวกำหนดว่า ผลิตภัณฑ์ปลายทางจะมีคุณภาพระดับ “พรีเมียม” หรือเกิดการสูญเสียคุณภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับผู้ประกอบการ การตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูงย่อมตามมาด้วยคำถามเรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เสมอ การยกระดับสายการผลิตสู่มาตรฐานสากลไม่ใช่เพียงเรื่องของการปฏิบัติตามข้อกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับหรือเพื่อขอใบรับรอง แต่มันคือ “การออกแบบสถาปัตยกรรมกระบวนการผลิตเพื่อประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้น”

ข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า การออกแบบด้านสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจระดับ “หลายหมื่นยูโรต่อสัปดาห์” จากสาเหตุการต้องหยุดเครื่องจักรนอกแผนงาน (Unplanned Downtime) เพื่อทำความสะอาด หรือเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดในกระบวนการผลิต

เมื่อมองในมุมนี้ ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่แท้จริง จึงไม่ได้คำนวณจากความเร็วในการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “การขจัดความสูญเสีย” ในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การประหยัดเวลาและแรงงานในการล้างทำความสะอาด การประหยัดค่าน้ำและสารเคมีในระบบ CIP ที่สมบูรณ์แบบ และการดึงคุณค่าจากวัตถุดิบเดิมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้มากขึ้น

ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า อาหารทั่วโลกราว 13.3% สูญเสียไปก่อนจะถึงมือผู้บริโภคในระดับค้าปลีก และมีการศึกษาพบว่า การสูญเสียในขั้นตอนการแปรรูปในโรงงานเพียงอย่างเดียวอาจอยู่ในช่วง 15% ถึง 59% ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ หากเครื่องจักรสามารถช่วยกู้คืนการสูญเสียเหล่านี้กลับมาได้แม้เพียง 1-2% ในระดับสเกลการผลิตมหาศาล มูลค่าที่ประหยัดได้จะสามารถคืนทุนค่าเครื่องจักรได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เทคโนโลยีการแยกสารจึงไม่ได้เป็นเพียงต้นทุน แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการควบคุมต้นทุนและการผลิตอย่างยั่งยืน

อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีความหลากหลายสูงมาก ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม น้ำมันพืช โปรตีนทางเลือก ไปจนถึงวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งผู้บริหาร Flottweg เน้นย้ำว่า การควบคุมคุณภาพระดับอุตสาหกรรมไม่สามารถใช้แนวทางแบบ “One size fits all” ได้

ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีปัจจัยเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ค่า pH ที่ส่งผลต่อการกัดกร่อน ปริมาณน้ำตาลหรือความเค็มที่ส่งผลต่อความหนืด อุณหภูมิการแปรรูป และปริมาณจุลินทรีย์ตั้งต้น ทุกปัจจัยล้วนส่งผลต่อความปลอดภัยและอายุการเก็บรักษา (Shelf-life)

ด้วยเหตุนี้ ระบบของ Flottweg จึงถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับแต่ง (Customized) ให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทแบบอิงตามความเสี่ยง (Risk-based approach) ความสามารถในการปรับจูนความเร็วรอบ แรงเหวี่ยง G-force หรือการปรับตั้งค่าการปล่อยตะกอนอัตโนมัติ ทำให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าวัตถุดิบตั้งต้นจะมีความผันผวนเพียงใด เทคโนโลยีจะคอยรักษาสมดุลและคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างสม่ำเสมอในทุกล็อตการผลิต

เมื่อพูดถึงแนวโน้มและอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารโลก ทิศทางที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากประสบการณ์ในตลาดยุโรปและอเมริกาของ Flottweg คือ การออกแบบด้านสุขอนามัย (Hygienic design) ไม่ได้เป็นเพียง “ฟังก์ชันเสริมเพื่อสร้างความแตกต่าง (Differentiator)” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “มาตรฐานพื้นฐานขั้นต่ำ (Baseline)” ของทั้งอุตสาหกรรม

แรงขับเคลื่อนนี้มาจากองค์กรอย่าง EHEDG และ GFSI (Global Food Safety Initiative) ที่บังคับให้ผู้ค้ารายใหญ่ระดับโลก (Global Retailers) ต้องตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และบังคับให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานต้องมีกระบวนการที่ตรวจสอบและพิสูจน์ความสะอาดได้ 100% ตั้งแต่โครงสร้างของเครื่องจักร สำหรับผู้ผลิตไทย สิ่งนี้หมายความว่า การละเลยความสำคัญของโครงสร้างเครื่องจักรในจุดวิกฤตอย่างกระบวนการแยก อาจส่งผลให้ถูกกีดกันออกจากตลาดพรีเมียมระดับโลกโดยปริยาย

ท้ายที่สุด เมื่อมองไปข้างหน้าในอีก 3-5 ปี ปัจจัยที่จะชี้ขาดว่าผู้ผลิตอาหารไทยรายใดจะสามารถยืนหยัดและคว้าส่วนแบ่งในตลาดโลกที่ทวีความดุเดือดได้ ไม่ใช่แค่การมีสูตรอาหารที่ดีที่สุด แต่คือ “ความล้ำหน้าและประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต (Process Efficiency)” ข้อมูลระดับโลกเปิดเผยว่า ต้นทุนแฝง (Hidden costs) ในระบบเกษตรอาหารนั้นสูงถึงประมาณ 10% ของ GDP โลก ท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันด้านความยั่งยืน (ESG) อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทั่วโลกจึงตื่นตัวและลงทุนในเครื่องจักรสมัยใหม่อย่างหนักหน่วง ด้วยอัตราการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยีมากกว่า 6% ต่อปี

คลื่นการแข่งขันระลอกถัดไปจะเป็นสมรภูมิที่วัดกันด้วยความสามารถของเทคโนโลยี ผู้ชนะคือผู้ที่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นระบบอัตโนมัติที่ลดความผิดพลาดของมนุษย์ และกอบกู้ทุกคุณค่าจากทรัพยากรที่ใช้ไป ผู้ประกอบการไทยที่กล้าลงทุนยกระดับเทคโนโลยีของตนตั้งแต่วันนี้ โดยให้ความสำคัญกับการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐานสุขอนามัยตั้งแต่ระดับโครงสร้าง จะเป็นผู้กุมความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างเบ็ดเสร็จ และพร้อมทะยานสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารโลกอย่างภาคภูมิและยั่งยืน

“ผู้ผลิตไทยที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน คือผู้ที่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ทรัพยากรน้อยลง ลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และมีระบบเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย และตรวจสอบได้ 100% ตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ”

บทสนทนาและวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งทั้งหมดนี้ ถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ Flottweg หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแยกของแข็ง-ของเหลวเชิงกล (Mechanical Solid-Liquid Separation Technology) จากประเทศเยอรมนี

จากจุดเริ่มต้นสู่ผู้นำระดับโลก Flottweg มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับตั้งแต่การริเริ่มก่อตั้งแบรนด์อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1932 โดย Dr. Georg Bruckmayer และได้เริ่มต้นบุกเบิกพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องหมุนเหวี่ยงอุตสาหกรรม (Industrial Centrifuge) เครื่องแรกในปี ค.ศ. 1956 ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา Flottweg ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนานวัตกรรม จนก้าวขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับต้น ๆ ของโลกที่ส่งมอบโซลูชันเพื่อความสำเร็จให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เภสัชกรรม ไปจนถึงการจัดการน้ำเสียและพลังงาน

คุณภาพแห่ง “Made in Germany” อย่างแท้จริง จุดแข็งที่ทำให้ Flottweg ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกคือ ความมุ่งมั่นในมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูงสุด ทุกชิ้นส่วนของเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมุนเหวี่ยงแบบ Decanter, เครื่องแยก (Separator), นวัตกรรมลิขสิทธิ์เฉพาะอย่าง Tricanter®, Sedicanter®, Sorticanter® ตลอดจนเครื่องรีดสายพาน (Belt Presses) ล้วนถูกวิจัย พัฒนา และประกอบขึ้นที่ศูนย์กลางการผลิตเพียงแห่งเดียว ณ สำนักงานใหญ่ เมือง Vilsbiburg รัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพและรายละเอียดได้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบ 100%

เครือข่ายระดับโลกที่พร้อมเคียงข้างความสำเร็จของลูกค้า ปัจจุบัน Flottweg เป็นองค์กรระดับสากลที่มีพนักงานกว่า 1,250 คนทั่วโลก สร้างรายได้กว่า 313 ล้านยูโร (อ้างอิงปีงบประมาณล่าสุด) และมีสัดส่วนการส่งออกเครื่องจักรไปทั่วโลกสูงกว่า 80% แม้ฐานการผลิตหลักจะอยู่ที่เยอรมนี แต่ Flottweg มีเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมไร้รอยต่อ ด้วยสาขาย่อย 12 แห่ง (ซึ่งรวมถึงสำนักงานของ Flottweg ประเทศไทย) และศูนย์จำหน่าย/บริการมากกว่า 50 แห่ง ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

เป้าหมายสูงสุดของ Flottweg ไม่ใช่เพียงการเป็นผู้จำหน่ายเครื่องจักร แต่คือการเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่พร้อมจะนำองค์ความรู้ไปพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละราย เพื่อตอกย้ำปรัชญาหลักขององค์กรที่ว่า “ความสำเร็จของลูกค้า คือเป้าหมายสูงสุดของเราเสมอ”

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันการแยกสารระดับโลก สามารถติดตามและศึกษาเทคโนโลยีของ Flottweg ได้ที่: www.flottweg.com/about-us/

About pawarit

Check Also

รู้จัก Clean Core: แนวทางการวางระบบ SAP S/4HANA on Cloud ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี อัปเกรดได้ตลอดไป โดย NTT DATA Business Solutions

ธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่มีการใช้งานระบบ ERP มาอย่างยาวนาน คงเคยเจอประสบการณ์อย่างเช่น การอัปเกรด ERP ใช้เวลานานมากและต้องหยุดการทำงานของระบบ, การพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ต่อยอดจาก ERP เดิมให้ใช้งานตามต้องการทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะระบบซับซ้อนจนเกินไป หรือจะหันไปใช้ Cloud ERP …

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว! พิษสงครามอิหร่านทำซัพพลายเชนป่วน Karex ผู้ผลิตถุงยางอนามัยเบอร์หนึ่งโลก จ่อปรับราคาพุ่ง 30%

เปรียบเสมือนทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) ที่เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่ง! ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของพลังงานอีกต่อไป เมื่อ Karex ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลก ออกโรงเตือนว่าบริษัทอาจมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าถึง 30% อันเป็นผลพวงจากวิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักอย่างหนักจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน