ตลาดซอฟต์แวร์ระดับองค์กรในไทยกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อคลื่น AI บีบให้องค์กรชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินความคุ้มค่า ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบการเงิน ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น หรือ TBN ผู้บุกเบิกตลาด Low-Code ในไทยเกือบสองทศวรรษ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ

ManuTalkThai มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณธิปัตย์ สุนทรารชุน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บมจ. ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ เพราะจากผู้ให้บริการเทคโนโลยี Low-Code สู่การวางตำแหน่งใหม่เป็นผู้พัฒนา Business Solution ด้านสินเชื่อและการติดตามหนี้ครบวงจรเพื่อสร้าง New S-Curve ให้ธุรกิจดังนี้
Low-Code ที่ทุกคนกำลังคุ้นเคย สู่จุดเปลี่ยนของ AI
TBN เริ่มต้นจากตลาด Low-Code ร่วมกับ Mendix แพลตฟอร์มระดับสากลในเครือ Siemens เมื่อ 18 ปีก่อน หรือในยุคที่คำว่า Digital Transformation ยังไม่แพร่หลายในไทย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ TBN พัฒนาระบบ Core Workflow และ Contact Center ให้กับกลุ่มธุรกิจการเงินและสินเชื่อ จนกลุ่มธนาคาร สถาบันการเงิน และประกันภัย กลายเป็นสัดส่วนรายได้หลักกว่า 50% ของบริษัท
อย่างไรก็ตามเมื่อกระแส AI เข้ามาเขย่าวงการ องค์กรระดับองค์กรใหญ่เกิดภาวะชะลอการลงทุนเพื่อรอดูทิศทาง โดยคุณธิปัตย์อธิบายว่า AI ไม่ได้เข้ามาทำลายตลาด Enterprise Sotware เพราะโค้ดดิ้งผ่าน AI ยังติดกรอบจำกัดด้านสถาปัตยกรรมระบบ ความมั่นคงปลอดภัย และการกำกับดูแล
“ระบบระดับองค์กรใหญ่ การนำ Gen AI มาพัฒนาแบบตรง ๆ ยังติดปัญหาเรื่อง Governance และความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล Low-Code มีจุดแข็งเรื่อง Guardrails และการกำกับดูแล ที่พัฒนามากว่า 20 ปี ทำให้ปลอดภัยและควบคุมได้ดีกว่า แม้ Low-Code จะกลายเป็นเทคโนโลยี Traditional แต่องค์กรยังต้องพึ่งพาไปอีกอย่างน้อย 5-7 ปี โดย AI จะเข้ามาเป็นตัวเสริม ไม่ใช่การทดแทนทั้งหมด” คุณธิปัตย์กล่าว

End-to-End Lending โซลูชันสัญชาติไทยเจาะตลาดบริหารหนี้
เพื่อลดการพึ่งพาโมเดลรับจ้างพัฒนาระบบ TBN ขยับเข้าสู่ตลาด Business Solutions ผ่านแพลตฟอร์ม End-to-End Lending ซึ่งครอบคลุม 4 มิติสำคัญดังนี้
- Loan Origination System (LOS): ระบบรับและคัดกรองใบสมัครสินเชื่อ พร้อมขั้นตอนอนุมัติอัตโนมัติ
- Loan Management System (LMS): ระบบบริหารสัญญา การเบิกจ่ายเงินกู้ และการตัดยอดชำระ
- Debt Collection System (Volare): แพลตฟอร์มติดตามทวงถามหนี้แบบครบวงจร พร้อมระบบโทรติดต่ออัตโนมัติ (Auto Dialer)
- Bad Debt Management: ระบบบริหารพอร์ตหนี้เสีย ทั้ง NPL และสินทรัพย์รอการขาย (NPA)
คุณธิปัตย์ชี้ให้เห็นว่า โจทย์ภาคการเงินไทยในปัจจุบันมีช่องว่างอย่างชัดเจน การปล่อยกู้ให้กับกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้ดี แต่กลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME เผชิญภาวะหนี้เสียรุนแรงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน สถาบันการเงินและกลุ่ม Non-Bank จึงขาดแคลนระบบวิเคราะห์ข้อมูลเครดิตที่แม่นยำเพื่อคัดกรองลูกหนี้ที่มีศักยภาพ
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ปล่อยสินเชื่อทุกระดับต้องใช้แพลตฟอร์มที่มีระบบกำกับดูแลถูกต้องตามกฎเกณฑ์
“ตลาดซอฟต์แวร์บริหารสินเชื่อและติดตามหนี้ในไทย ส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาสูงจากต่างประเทศ ซึ่งไม่ยืดหยุ่นต่อกฎเกณฑ์เฉพาะทางในประเทศ ส่วนโซลูชันของผู้พัฒนาในไทยก็ยังขาดความสมบูรณ์แบบครบวงจร TBN ใช้ประสบการณ์ที่ทำให้กับแบงก์และนอนแบงก์มา 18 ปี พัฒนาขึ้นเป็น Proprietary High-Code Solution ของเราเอง มีทีมที่เข้าใจทั้งกระบวนการทางบัญชีและกฎหมาย” คุณธิปัตย์กล่าว
TBN ยังนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการชำระเงินของลูกหนี้รายบุคคล เพื่อกำหนดช่วงเวลาและช่องทางการทวงถามที่เหมาะสม ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการจัดเก็บหนี้พร้อมเดินหน้าศึกษาโมเดล AI Voice Agent เพิ่มเติมในอนาคต

ฝั่งโรงงานอุตสาหกรรมยังใช้ ROI นำทาง แทนการขายเทคโนโลยี
นอกเหนือจากภาคการเงิน อีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าจับตาคือภาคการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรม TBN ขยายบทบาทผ่านบริษัทร่วมทุนอย่าง Zero One เพื่อเจาะตลาดระบบจัดการสายการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพโดยเน้นจับกลุ่มซัพพลายเออร์ยานยนต์และผู้ผลิตชั้นนำจากญี่ปุ่น
ตลาดโรงงานจัดเป็นกลุ่มที่มีความระมัดระวังสูง อาจจะเปลี่ยนแปลงช้ากว่าภาคการเงิน
คุณธิปัตย์ระบุว่า วิธีเดียวที่จะทำให้โรงงานตัดสินใจลงทุนระบบใหม่ คือการแสดงผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
“การขายระบบให้โรงงานต้องพูดด้วย ROI ชัดเจน เช่น ระบบเดิมต้องใช้คนทำงาน 5 คน เมื่อนำระบบวางแผนการผลิตอัตโนมัติและระบบตรวจวัดชิ้นงานแบบ 3D เข้ามาช่วย จะลดการใช้แรงงานหน้างานลงเหลือ 2 คน คืนทุนได้ภายใน 3 ปี โดยองค์กรสามารถโยกย้ายบุคลากรที่เหลือไปสร้างคุณค่าในจุดอื่น การชี้วัดความคุ้มค่าที่จับต้องได้ช่วยให้ปิดการขายในกลุ่มโรงงานได้ดี” คุณธิปัตย์กล่าว
ก้าวข้ามปีแห่งการปรับฐาน สู่เป้าหมายระยะยาว
สำหรับทิศทางรายได้ คุณธิปัตย์ประเมินว่า Low-Code จะยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ประจำราว 70-80% ของพอร์ต ส่วนโซลูชัน End-to-End Lending จะขยับขึ้นมาเป็นสัดส่วน 20-30% ได้ภายในปีถัดไป โดยปัจจุบันมีงานโครงการขนาดใหญ่อยู่ระหว่างการประมูลหลายโครงการ และตั้งเป้าหมายให้ธุรกิจ Lending และ High-Code Proprietary เติบโตขึ้นมาเป็นตัวสร้างรายได้หลักเคียงคู่กับ Low-Code ในกรอบระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า
การปรับทิศทางของ TBN ในครั้งนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตาของบริษัทเทคโนโลยีไทย ในวันที่การเป็นเพียงผู้นำเข้าหรือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติ, เผชิญแรงบีบจากทั้ง AI และภาวะเศรษฐกิจ การดึงเอาองค์ความรู้เฉพาะทางในอุตสาหกรรมมาสร้างเป็น Business Solution ที่แก้ปัญหา Pain Point เรื่องหนี้เสียและ Productivity ของประเทศ คือทางรอดและการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย





