ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างการเจรจาการค้าครั้งสำคัญ โดยมี เส้นตายคือวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บ ภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยหลายภาคส่วน บทความนี้ได้เจาะลึกถึงโอกาส ความเสี่ยง และกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนในสถานการณ์ดังกล่าว

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- อุตสาหกรรมยานยนต์: หากการเจรจาประสบความสำเร็จและภาษีนำเข้าลดลงเหลือ 10% จะช่วยเพิ่ม GDP ของไทยได้ถึง 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากรถกระบะและ SUV ที่ผลิตในไทย เช่น Toyota Tundra และ Honda Ridgeline จะสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น แต่หากไม่สำเร็จและถูกเก็บภาษี 36% ประเทศไทยอาจสูญเสีย GDP 1% และส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Toyota Motor Manufacturing Thailand (TMMT) สำหรับนักลงทุนในสหรัฐฯ ซัพพลายเออร์ต้นน้ำอย่าง Western Digital (WDC) และ Seagate Technology (STX) รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น TRW Automotive (TRW) หรือ BorgWarner (BWA) อาจได้รับประโยชน์จากการลดภาษี
- พลังงานและ LNG: ข้อตกลงของไทยที่จะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ มูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอด 20 ปีข้างหน้า เป็นโอกาสสำคัญสำหรับ Cheniere Energy (LNG) ซึ่งมีสัญญาซื้อขายระยะยาวกับไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ EQT Corporation (EQT) ก็อาจได้รับประโยชน์จากความต้องการ LNG ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค
- การเกษตร: แผนของไทยที่จะเปลี่ยนมานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ แทนอเมริกาใต้ มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นข่าวดีสำหรับยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรของสหรัฐฯ อย่าง Archer-Daniels-Midland (ADM) และ Cargill (CARG) เนื่องจากบริษัทเกษตรกรรมขนาดใหญ่ของไทย เช่น Charoen Pokaphaphat Foods (CPF) ต้องพึ่งพาข้าวโพดราคาถูกจากสหรัฐฯ สำหรับอาหารสัตว์ ซึ่งการลดภาษีจะเพิ่มผลกำไรให้แก่ ADM
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
- ความไม่มั่นคงทางการเมือง: สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย เช่น การถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีจากข้อกล่าวหาด้านจริยธรรม อาจทำให้การเจรจาล่าช้าหรือส่งผลให้ข้อตกลงแย่ลง
- แรงกดดันจากเส้นตาย: หากไม่สามารถตกลงกันได้ภายในวันที่ 9 กรกฎาคม ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจพุ่งสูงถึง 35% ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาคส่วนที่พึ่งพาวัตถุดิบจากจีน เช่น สิ่งทอและอิเล็กทรอนิกส์
- การฉ้อโกงการเปลี่ยนผ่านการขนส่ง (Transshipment fraud): สหรัฐฯ กำลังเข้มงวดกับการตรวจสอบสินค้าที่ติดฉลากผิด บริษัทต่าง ๆ เช่น PTT Global Chemical จะต้องสามารถพิสูจน์การปฏิบัติตาม “กฎแหล่งกำเนิดสินค้า” ได้
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน
- สถานการณ์ที่เป็นบวก (บรรลุข้อตกลงภายใน 9 กรกฎาคม): นักลงทุนควรพิจารณาซื้อ iShares MSCI Thailand ETF (THD) สำหรับการลงทุนในภาพรวม หรือ Global X FTSE Southeast Asia ETF (ASEA) สำหรับการลงทุนในภูมิภาค นอกจากนี้ หุ้นรายตัวอย่าง Cheniere (LNG) และ ADM ก็เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง
- สถานการณ์ที่เป็นลบ (ไม่สามารถตกลงกันได้): นักลงทุนควรพิจารณาชอร์ต THD และ ASEA ซึ่งอาจร่วงลงอย่างรุนแรงหากมีการเรียกเก็บภาษี 36% และอาจพิจารณาป้องกันความเสี่ยงด้วย ETF ในกลุ่มสาธารณูปโภค (เช่น XLU) หรือทองคำ (GLD)
การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษี แต่เป็นตัวกำหนดทิศทางอนาคตการผลิตของเอเชีย นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เพื่อตัดสินใจลงทุนในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เช่น LNG, เกษตรกรรม และซัพพลายเออร์ยานยนต์ หรือพิจารณาการขายหุ้นหากการเจรจาไม่คืบหน้า
ที่มา: https://www.ainvest.com/news/thai-trade-deal-manufacturing-gamble-big-rewards-2507/
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








