เทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น AI, การเรียนรู้ของเครื่อง (ML) และแฝดดิจิทัล (digital twins) กำลังพลิกโฉมการบริหารจัดการสินทรัพย์องค์กร (EAM) อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการบอกถึงภาพรวมตามรายงานแนวโน้มการบำรุงรักษาฉบับล่าสุดของ Ultimo อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่ข้อมูลจากการสำรวจยังคงย้ำด้วยว่า การบำรุงรักษาสินทรัพย์ให้มีประสิทธิผลนั้นยังเป็นหัวใจสำคัญในความพยายามของมนุษย์

จากการสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษากว่า 200 คนทั่วโลกล่าสุดได้แสดงให้เห็นถึงความสนใจเทคโนโลยียุคใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย นับตั้งแต่ Ultimo ได้จัดทำรายงานแนวโน้ม EAM ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2023 ต่อคำถามที่ว่า นวัตกรรมใดที่จะส่งผลเชิงบวกมากที่สุดต่อการบำรุงรักษาและแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจ โดยในปี 2025 นี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์เชิงบริบท (68%) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง 8% ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (49%) และการเรียนรู้ของเครื่อง (41%) ขณะที่ความสนใจด้านแฝดดิจิทัล เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากการสำรวจครั้งล่าสุด โดยปัจจุบันอยู่ที่ 40%
แม้จะเห็นถึงความก้าวหน้าในประเด็นเหล่านี้ แต่ความท้าทายด้านแรงงานยังคงเป็นข้อกังวลหลักขององค์กร ผู้ตอบแบบสอบถาม 63% ระบุว่าแรงงานที่มีอายุเป็นแนวโน้มเร่งด่วนที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์การบำรุงรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการถ่ายทอดความรู้และการวางแผนกำลังคน ผู้ตอบแบบสอบถามครึ่งหนึ่ง (50%) กล่าวว่า การสรรหาบุคลากรที่มีประสบการณ์เป็นปฐมแหตุของการเปลี่ยนแปลงในช่วงปีที่ผ่านมา
แม้ว่า EAM จะเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมที่เน้นสินทรัพย์มาอย่างยาวนาน แต่ศักยภาพของ EAM กำลังถูกปลดล็อกด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเวลาจริงจากข้อมูลที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น IoT และการสร้างแบบจำลองเชิงคาดการณ์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีหลังนี้สามารถคาดการณ์ผลกระทบได้เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่านับตั้งแต่ที่มีการสำรวจเมื่อปี 2023 ถึงกระนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่ง (49%) ระบุว่าการขาดความเชี่ยวชาญภายในองค์กรเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำเครื่องมือขั้นสูงเหล่านี้มาใช้
อนาคตของการบำรุงรักษาอาจมาจาก AI แต่ก็ยังคงขึ้นอยู่กับผู้คน โดยที่ระบบ EAM สมัยใหม่ได้พัฒนามาจากคลังบันทึกข้อมูลแบบสถิตไปสู่เครื่องมือแห่งการคาดการณ์ล่วงหน้า ทั้งนี้ในการใช้ประโยชน์จาก AI และข้อมูลการบำรุงรักษา จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ช่วยให้ทีมงานเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเชิงรับไปสู่กลยุทธ์เชิงรุกได้ ซึ่งมีตั้งแต่การตรวจจับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไปจนถึงการปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในปัจจุบันนี้ EAM ได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ป้องกันการหยุดทำงานนอกแผน และเพิ่มผลตอบแทนสูงสุดจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทุกบาททุกสตางค์
Ultimo กำลังช่วยเหลือลูกค้าให้ใช้ประโยชน์ด้วยศักยภาพสูงสุดจากคุณสมบัติของ EAM ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องฝึกอบรมตามแบบจำลองเป็นการภายใน หรือไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เครื่องมือเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึง พร้อมกับมอบผลกำไรในการดำเนินงานทันที
รายงานแนวโน้มการบำรุงรักษาของ Ultimo ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออก การผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญของมนุษย์และระบบอัจฉริยะต่างหากที่จะกำหนดอนาคตของความสำเร็จในการบำรุงรักษา รายงานฉบับนี้นำเสนอความรู้ความเข้าใจจากบริษัทด้านวิจัย Verdantix รวมถึง TwinThread ซึ่งเป็นบริษัทด้านแพลตฟอร์มคลาวด์ AI อุตสาหกรรมและแฝดดิจิทัล, ABS Consulting บริษัทด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยง และ MaxGrip บริษัทด้านการจัดการสมรรถนะสินทรัพย์
Berend Booms หัวหน้าฝ่าย EAM Insights ของ Ultimo บริษัทในเครือ IFS กล่าวว่า — “จากความไม่แน่นอนของโลกไปจนถึงการปรับเปลี่ยนข้อบังคับ สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป และการขยับเปลี่ยนทางการเมือง กำลังสร้างความไม่แน่นอนไปทั่วทุกอุตสาหกรรม ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ความคล่องตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง” “EAM ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อให้เกิดนวัตกรรมได้อีกด้วย อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), AI, ML, แฝดดิจิทัล และการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ กำลังพลิกโฉมธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้จะมาปลดล็อกการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เฉียบคมยิ่งขึ้น”
ที่มา: Ultimo
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








