ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันนี้ (4 พ.ย. 2025) หลังจากที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน “OPEC+” ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งจากกลุ่ม OPEC และนอกกลุ่ม ได้ตัดสินใจเลื่อนแผนการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันออกไปในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

น้ำมันดิบอ่อนตัว นักลงทุนจับตาสัญญาณล้นตลาด
- น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของโลก ซื้อขายอยู่ที่ 64.56 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงราว 0.4%
- น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของสหรัฐฯ ก็ลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 60.66 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นกัน
การลดลงของราคาครั้งนี้เกิดจากท่าทีของ 8 ชาติสมาชิก OPEC+ ซึ่งรวมถึงประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ที่ตกลงร่วมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 137,000 บาร์เรลต่อวัน (bpd) ในเดือนธันวาคมนี้เท่านั้น แต่จะระงับการเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มเติม ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมปี 2026 โดยอ้างถึงเหตุผลด้านฤดูกาล
นักลงทุนตีความการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นการส่งสัญญาณถึง “ความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุปทานน้ำมันส่วนเกิน” ในปีหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง
การเพิ่มกำลังผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้า โดยมีฉากหลังเป็น “พื้นฐานของตลาดที่แข็งแกร่ง” และปริมาณสต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ฉุดความต้องการเชื้อเพลิง
นอกจากปัจจัยด้านอุปทานแล้ว ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เป็นอีกด้านที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน
- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) ของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมลดลงเหลือ 48.7 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเป็นการบ่งชี้ว่าภาคโรงงานของสหรัฐฯ หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน
ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำความคาดหวังว่า ความต้องการเชื้อเพลิงสำหรับภาคอุตสาหกรรมอาจซบเซาลง เมื่อฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามา
นักลงทุนจึงหันไปให้ความสนใจกับข้อมูลสำคัญถัดไป นั่นคือ ตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์ จากสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) ที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย






