รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉลี่ยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มีส่วนประกอบของทรัพยากรที่ได้จากการทำเหมือง ในขณะที่รถยนต์อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า eNimon หรือ Nomine ถูกสร้างขึ้นโดยปราศจากวัสดุเหล่านั้น โดย eNimon มีลักษณะโปร่งใสโดยสมบูรณ์ อีกทั้งยังขาดคุณสมบัติของการที่จะเป็นรถยนต์ได้ และเป็นรถยนต์ที่ขยับเคลื่อนตัวไม่ได้เลย กล่าวโดยนัยก็คือ eNimon ได้แสดงให้เห็นถึงอนาคตหากปราศจากการเข้าถึงโลหะและแร่ธาตุต่างๆ ที่ได้จากการทำเหมือง

โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการผลักดันไปสู่ความยั่งยืน นั่นคือ ผลผลิตจากการทำเหมืองในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ รถยนต์ EV กังหันลม และแผงโซลาร์เซลล์ ล้วนต้องพึ่งพาวัสดุสำคัญอย่าง ลิเธียม ทองแดง และนิกเกิล แต่อุปทานของทรัพยากรเหล่านี้กลับลดลงอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ยกตัวอย่าง
- รถยนต์ไฟฟ้าต้องเติมแร่ธาตุเข้าไปมากกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 6 เท่า
- โรงไฟฟ้าพลังลมบนบกต้องการแหล่งแร่ธาตุมากกว่าโรงไฟฟ้าพลังก๊าซธรรมชาติถึง 9 เท่า
- การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 จำเป็นต้องเพิ่มการผลิตลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
หากไม่ขยายขอบเขตการทำเหมืองแบบยั่งยืน ปัญหาการขาดแคลนวัสดุอาจเป็นภัยคุกคามไม่เพียงแค่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพยายามในการทำให้เป็นแบบไฟฟ้าและการลดคาร์บอนทั่วโลกอีกด้วย
Sandvik Sandvik ซึ่งเป็นกลุ่มวิศวกรรมไฮเทคระดับโลกที่มุ่งพัฒนาผลิตภาพ ความสามารถในการทำกำไร และความยั่งยืนทางอุตสาหกรรม กำลังจัดการกับปัญหาเร่งด่วนนี้ด้วยการเน้นไปที่บทบาทสำคัญของการทำเหมืองแบบยั่งยืนที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวกำหนดการใช้ชีวิตสมัยใหม่ และขับเคลื่อนการเป็นแบบไฟฟ้าของโลก โดยขณะนี้ มีการจัดแสดงผลงานรถยนต์ eNimon ‘The nomine car’ ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยนำเสนอภาพสะท้อนที่ชวนให้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากวัสดุสำคัญเหล่านั้นไม่มีให้ใช้อีกต่อไป
Mats Eriksson ประธานส่วน Business Area Mining ของ Sandvik กล่าวว่า — “หากไม่มีการทำเหมือง ก็จะไม่มีรถยนต์ EV ไม่มีกังหันลม ไม่มีแผงโซลาร์เซลล์” “การทำเหมืองอย่างยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน และเป็นรากฐานสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก”
Mats Eriksson กล่าวสรุปอีกว่า — “eNimon เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่จะตกอยู่ในความเสี่ยงหากโลกไม่ตระหนักถึงและขยายบทบาทสำคัญของการทำเหมืองที่ส่งผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลงานการจัดแสดงนี้แสดงถึงความท้าทายในมุมมองต่อการทำเหมือง ไม่ใช่ในฐานะของอุตสาหกรรมที่สร้างความสกปรกและล้าสมัย แต่นี่คือ ปัจจัยสำคัญของการมีเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเทคโนโลยีสีเขียวที่กำลังกำหนดอนาคตของเรา”
ที่มา: Sandvik Group
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








