Schaeffler พลิกโฉมองค์กรสู่ Hyperautomation: เปลี่ยนงานหลายวันให้เหลือ 4 ชั่วโมง ด้วยแพลตฟอร์มเดียว

Schaeffler Group ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการทำ Digital Transformation ครั้งใหญ่ โดยการรวบรวมระบบบริการจัดการภายในทั้งหมด ตั้งแต่ HR ไปจนถึง IT มาไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่ง เพราะสามารถลดเวลาการทำงานจากหลายวันให้เหลือเพียง 4 ชั่วโมง และทำให้กระบวนการกว่า 75% ทำงานได้โดยอัตโนมัติ

ก่อนหน้านี้ Schaeffler เผชิญกับความท้าทายของระบบหลังบ้านที่กระจัดกระจาย (Fragmented Landscape) มีทั้งโซลูชัน IT ที่แยกส่วนกัน ระบบการจัดซื้อและการจัดการบุคคล (HR) ที่ต้องคีย์ข้อมูลด้วยมือ รวมถึงการใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละท้องที่ (Local Workarounds) ส่งผลให้:

  • กระบวนการล่าช้า: งานติดขัดเพราะต้องรอการประสานงาน
  • ขาดความโปร่งใส: ติดตามสถานะของงานได้ยาก
  • ต้นทุนแฝงสูง: เสียเวลาไปกับการประสานงานระหว่างแผนกที่ใช้คนละเครื่องมือ

Christian Kögler ผู้จัดการฝ่าย Digitalization ของ Schaeffler เล่าถึงวิสัยทัศน์ในตอนนั้นว่า “ความฝันของผมคือการสร้างแพลตฟอร์มเดียวที่รวมทุกอย่างไว้ที่เดียว เพื่อให้พนักงานไม่ต้องสลับไปมาระหว่างโปรแกรมและเครื่องมือต่าง ๆ ให้วุ่นวาย”

ServiceNow หัวใจของ “เครื่องจักรกลอัตโนมัติ”

Schaeffler เลือกใช้แพลตฟอร์ม ServiceNow เป็นแกนกลางในการทำ Hyperautomation โดยเริ่มการเป็นพันธมิตรมาตั้งแต่ปี 2018 และพัฒนาจนกลายเป็นระบบที่เชื่อมต่อกับระบบ ERP หลักของบริษัท รวมถึงเครื่องมือเดิมอย่าง Microsoft Teams และ UiPath (RPA) ได้อย่างไร้รอยต่อ

ความล้ำสมัยที่เกิดขึ้น:

  • AI ในจุดวิกฤต: นำ AI มาใช้จัดการคำสั่งซื้อและการยืนยันออเดอร์ (Order Confirmations) ทำให้งานมีความแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิมมาก
  • การเชื่อมต่อสองทิศทาง: ระบบหน้าบ้าน (Frontend) สามารถคุยกับระบบเฉพาะทางของแผนกต่าง ๆ ได้ทันที
  • การสื่อสารที่ฉับไว: หากเกิดข้อผิดพลาด ระบบจะเชื่อมต่อกับ Microsoft Teams เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพูดคุยและแก้ไขปัญหาได้ในทันที เพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง: เร็วขึ้น 10 เท่า และงานธุรการลดลง 80%

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น แต่มีตัวเลขยืนยันความสำเร็จที่ชัดเจน:

  • ความเร็ว: งานที่เคยใช้เวลาหลายวัน ปัจจุบันเสร็จสิ้นได้ภายใน 4 ชั่วโมง
  • ประสิทธิภาพ: การยืนยันคำสั่งซื้อแบบ Manual ลดลงไปกว่า 75% เพราะระบบทำแทนให้
  • ความคล่องตัว: การสอบถามสถานะคำสั่งซื้อลดลงถึง 80% เนื่องจากทุกคนสามารถติดตามสถานะแบบ Real-time ได้ด้วยตัวเอง

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ความสุขของพนักงาน” เมื่อลดงานธุรการที่น่าเบื่อลง ทีมงานก็สามารถโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ที่มีคุณค่ามากขึ้น เช่น ทีม HR ที่มีเวลาไปดูแลและให้คำปรึกษาพนักงานแบบใกล้ชิดมากขึ้น ส่งผลให้ความพึงพอใจในองค์กรพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ที่ Schaeffler ระบบอัตโนมัติไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวจบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ Digital Transformation ที่ต่อเนื่อง บริษัทฯ มีการวิเคราะห์ข้อมูลและรับฟัง Feedback จากผู้ใช้งานจริงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

จากกรณีศึกษาของ Schaeffler แสดงให้เห็นว่าการมี “กระบวนการที่ชัดเจน” และ “แพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียว” คือกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนองค์กรอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นองค์กรดิจิทัลที่พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้อย่างแท้จริง

ที่มา: https://www.all-about-industries.com/hyperautomation-schaeffler-group-central-platform-a-599d6801cba42ec98f7cd66bac68ede4/

About pawarit

Check Also

PepsiCo เดินหน้าต่อยอดโครงการ PepsiCo Greenhouse Program APAC 2026: The IMPACT Edition ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ [PR]

PepsiCo เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนครั้งสำคัญ ประกาศลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) ร่วมกับ 5 สตาร์ทอัพ จากโครงการ Greenhouse Accelerator 2026: The …

Yokogawa เปิดตัว เครื่องวัดความหนาแน่นก๊าซรุ่นใหม่ อัปเกรดจอสัมผัส วัดผลไวใน 5 วินาที

Yokogawa Electric Corporation ประกาศเปิดตัว OpreX Gas Density Meter เครื่องวัดความหนาแน่นของก๊าซรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เข้ามาพลิกโฉมการทำงานด้วยความเร็วในการวัดผลขั้นสุดยอด พร้อมหน้าจอสีระบบสัมผัสและการเชื่อมต่อแบบดิจิทัลที่ช่วยให้วิศวกรควบคุมและอ่านค่าได้ง่ายกว่ารุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด