ในขณะที่เหล่าสาวก Android กำลังเฝ้ารอการเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่อย่าง Galaxy S26 ข่าวล่าสุดจากฝั่งเกาหลีใต้กลับทำเอาแฟน ๆ ต้องปาดเหงื่อ เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung ออกมายอมรับตรง ๆ ว่า “การปรับราคาขึ้น” อาจเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปีนี้

เมื่อ “ราคาอะไหล่” และ “ค่าแรง” กลายเป็นมรสุมลูกใหญ่
แม้ Samsung จะเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนเป็นของตัวเอง แต่ก็หนีไม่พ้นวิกฤตการณ์เซมิคอนดักเตอร์ขาดแคลนทั่วโลกที่ลากยาวมาจนถึงปี 2026 รายงานจากเกาหลีใต้ระบุว่า Samsung กำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนักในการควบคุมต้นทุน
Wonjin Lee ประธานและหัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Samsung ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ไว้อย่างน่าสนใจว่า:
“ราคาต้นทุนกำลังพุ่งสูงขึ้นแม้ในขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่ แน่นอนว่าเราไม่อยากผลักภาระนี้ไปให้ผู้บริโภค แต่เรากำลังมาถึงจุดที่ต้องพิจารณาเรื่องการปรับราคาผลิตภัณฑ์ของเราใหม่อย่างจริงจัง”
ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเครื่องอาจพุ่งสูงขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องชิปเซต แต่ยังรวมถึง ค่าแรงที่สูงขึ้น และ งบการตลาดที่ต้องใช้สู้ในศึกสมรภูมิสมาร์ทโฟนที่ดุเดือด กว่าปีก่อน ๆ
ย้อนแย้งในความสำเร็จ: กำไรชิปพุ่ง แต่ต้นทุนมือถือพัง?
สิ่งที่น่าสนใจและดูย้อนแย้งในตัวเองคือ รายงานจาก CounterPoint ระบุว่าแผนก DRAM ของ Samsung เพิ่งจะทำรายได้ทุบสถิติโลกไปกว่า 19,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025
ประเด็นนี้สะท้อนภาพที่น่ากลัวของอุตสาหกรรม หากแม้แต่ Samsung ที่ผลิตหน่วยความจำใช้เอง ยังบ่นว่าคุมต้นทุนไม่อยู่ แล้วแบรนด์อื่น ๆ ที่ต้องแบกหน้าไปซื้อชิปจากคนอื่นจะอาการหนักขนาดไหน? ซึ่งนี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมแผนกขายชิปของ Samsung ถึงรวยเอา ๆ ในขณะที่แผนกมือถือกลับต้องกุมขมับ
กลยุทธ์ “แยกโซนราคา”: สหรัฐฯ รอด เกาหลีใต้โดน?
อย่างไรก็ตาม Samsung อาจไม่ได้ปรับราคาขึ้นเท่ากันทั่วโลก มีรายงานวงในระบุว่า Samsung อาจใช้กลยุทธ์ “รักษาตลาดใหญ่” โดยการเลือกขึ้นราคาในบ้านเกิดอย่างเกาหลีใต้ แต่จะพยายามคงราคาในตลาดสหรัฐอเมริกาไว้เท่าเดิม เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่มีปริมาณการขายและรายได้รวมสูงที่สุด การขยับราคาในสหรัฐฯ อาจส่งผลเสียต่อส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าผลดี
สำหรับผู้บริโภค
หากข่าวนี้เป็นจริง Galaxy S26 Series อาจกลายเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่แพงที่สุดเท่าที่ Samsung เคยทำมา คำถามที่สำคัญคือ “ฟีเจอร์ใหม่” ที่จะใส่เข้ามานั้น จะคุ้มค่าพอให้ผู้ใช้งานยอมควักเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือจะกลายเป็นโอกาสทองของแบรนด์คู่แข่งที่จะเข้ามาแทรกกลาง
ปี 2026 จะเป็นปีที่วัดใจ Samsung อย่างมาก ระหว่างการยอมกำไรน้อยลงเพื่อรักษาฐานลูกค้า หรือการขยับราคาขึ้นตามกลไกตลาดและเสี่ยงกับการเสียยอดขาย
ที่มา: https://www.androidpolice.com/samsung-phones-might-cost-more-soon/
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








