ความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้งานและผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่กำลังเป็นประเด็นที่วงการอุตสาหกรรมต้องจับตา เมื่อ John Deere ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรรายใหญ่ ยอมจ่ายเงิน 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติคดีความที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี จากข้อกล่าวหาเรื่องการผูกขาดสิทธิ์ในการซ่อมแซม หรือ Right to Repair และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน รถแทรกเตอร์รุ่นใหม่ของ John Deere มีราคาสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่รถเกี่ยวข้าวอาจมีราคาแตะ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้เครื่องจักรเหล่านี้จะมอบผลผลิตที่สูงขึ้น ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าอดีต แต่ระบบทั้งหมดถูกควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ และระบบประมวลผลแบบออนบอร์ดที่คอยตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ความเร็ว และการใช้เชื้อเพลิงตลอดเวลา
ความซับซ้อนดังกล่าวนี้ทำให้เมื่อเกิดปัญหาเมื่อผู้ใช้งานไม่สามารถซ่อมแซมเองหรือใช้ช่างอิสระได้ โดย Guy Mills เกษตรกรในรัฐเนแบรสกา ระบุว่าเขาต้องจ่ายค่าซ่อมแซมรถแทรกเตอร์และรถเกี่ยวข้าวของ Deere ไปแล้วกว่าครึ่งล้านดอลลาร์ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2023 ที่รถเกี่ยวข้าวเสีย เขาต้องจ่ายค่าซ่อมสูงถึง 73,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจาก John Deere เพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่น
จากแรงกดดันของกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิในการซ่อมแซม นำไปสู่การฟ้องร้องในปี 2022 โดยกลุ่มเกษตรกรกล่าวหาว่า John Deere ผูกขาดตลาดการซ่อมแซมด้วยการจำกัดการเข้าถึงเครื่องมือทางซอฟต์แวร์ ล่าสุด John Deere ตัดสินใจยอมความโดยมีเงื่อนไขดังนี้
- ตั้งกองทุนมูลค่า 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชดเชยให้กับโจทก์
- ขยายสิทธิ์การเข้าถึงซอฟต์แวร์สำหรับการวินิจฉัยปัญหาและกำหนดวิธีการซ่อมแซม
- อนุญาตให้เกษตรกรสามารถซ่อมแซมเครื่องจักรได้ด้วยตนเอง หรือใช้บริการช่างซ่อมอิสระได้มากขึ้น
คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติจากผู้พิพากษาศาลแขวงรัฐบาลกลางในรัฐอิลลินอยส์ และภายใต้ข้อตกลงนี้ Deere ไม่จำเป็นต้องรับสารภาพว่าตนกระทำความผิดทางกฎหมาย แต่แม้ John Deere จะยอมความ แต่ Rob Larew ประธาน National Farmers Union กลับมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ John Deere ให้คำมั่นสัญญาในลักษณะนี้ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ผลลัพธ์มักไม่เป็นไปตามคาด
ในมุมมองของ John Deere การใช้ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตคือการรับประกันว่าเครื่องจักรจะมีอายุการใช้งานยาวนานและรักษามูลค่าการขายต่อได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ John Deere ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเปิดสิทธิ์ซอฟต์แวร์ระดับลึก ที่อาจนำไปสู่การดัดแปลงเครื่องยนต์ให้ทำงานเกินขีดจำกัด หรือหลีกเลี่ยงระบบควบคุมการปล่อยมลพิษซึ่งผิดเงื่อนไขการรับประกันและอาจทำให้ชิ้นส่วนพังทลายเร็วกว่ากำหนด
Brett Davis ซีอีโอของ North American Equipment Dealers Association เสริมในประเด็นนี้ว่า ตัวแทนจำหน่ายของ John Deere พึ่งพารายได้จากการซ่อมแซมและการขายอะไหล่ หากไม่มีรายได้ส่วนนี้ ศูนย์บริการก็ไม่อาจแบกรับต้นทุนในการสต็อกอะไหล่เพื่อรองรับเกษตรกรได้
คดีของ John Deere ไม่ได้สร้างผลกระทบแค่ในวงการเกษตรกรรม แต่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์เทคโนโลยีระดับ Enterprise สื่อชั้นนำอย่าง Car and Driver, The Verge และ Gizmodo ต่างประเมินว่าผลลัพธ์ของคดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่บีบให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และเครื่องจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการซ่อมบำรุง
มีเกษตรกรกว่า 200,000 รายที่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชยจากค่าซ่อมแซมที่จ่ายให้ตัวแทนจำหน่าย Deere ตั้งแต่ปี 2018 โดยทนายความของฝ่ายโจทก์ประเมินว่า การขาดการแข่งขันในตลาดการซ่อมแซมทำให้ตัวแทนจำหน่ายสามารถคิดค่าบริการเกินจริงได้ตั้งแต่ 190 ล้าน ถึง 387 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่แท้จริงอาจต้องฝากความหวังไว้ที่คดีการฟ้องร้องโดยคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FTC เมื่อปีที่ผ่านมา ที่กล่าวหาว่า John Deere มีพฤติกรรมผูกขาดบริการซ่อมแซมอย่างผิดกฎหมาย หาก FTC สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ได้อย่างเด็ดขาด นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของสิทธิ์การครอบครองและซ่อมบำรุงเครื่องจักรหลังจากนี้
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







