รู้จัก Clean Core: แนวทางการวางระบบ SAP S/4HANA on Cloud ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี อัปเกรดได้ตลอดไป โดย NTT DATA Business Solutions

ธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่มีการใช้งานระบบ ERP มาอย่างยาวนาน คงเคยเจอประสบการณ์อย่างเช่น การอัปเกรด ERP ใช้เวลานานมากและต้องหยุดการทำงานของระบบ, การพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ต่อยอดจาก ERP เดิมให้ใช้งานตามต้องการทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะระบบซับซ้อนจนเกินไป หรือจะหันไปใช้ Cloud ERP สำเร็จรูปแทนเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ก็ขาดความสามารถที่ต้องการ

SAP ในฐานะของผู้พัฒนาโซลูชันระบบ ERP มาอย่างยาวนานนั้นก็ทราบถึงความท้าทายเหล่านี้ดี จึงได้นำเสนอแนวทาง Clean Core ที่จะเป็นวิธีการในการวางระบบ SAP Cloud ERP และ SAP Cloud ERP Private ให้ธุรกิจองค์กรไม่ต้องเผชิญกับปัญหาข้างต้นอีกต่อไป แต่แนวทาง Clean Core นี้จะเป็นจริงขึ้นมาไม่ได้เลยหากธุรกิจองค์กรไม่เข้าใจและไม่ประยุกต์นำแนวทางนี้ไปใช้

ในบทความนี้ NTT DATA Business Solutions จะพาทุกท่านไปรู้จักกับแนวทาง Clean Core ที่ผู้บริหารและผู้ตัดสินใจในโครงการ ERP ทุกท่านควรจะทราบเอาไว้ เพื่อให้ทุกโครงการวางระบบและอัปเกรด ERP หรือ SAP S/4HANA on Cloud หลังจากนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้นกันครับ

ทำไมที่ผ่านมา การใช้งาน ERP ในระยะยาวถึงมักสร้างปัญหาและประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับองค์กร?

ในอดีตที่ผ่านมา โซลูชันระบบ ERP มักมีให้ธุรกิจองค์กรเลือกใช้ได้เพียงแค่ 2 แบบหลักๆ ด้วยกัน ดังนี้

1. ระบบ ERP ที่มีความยืดหยุ่นสูง ปรับแก้ไขได้ง่าย 

ธุรกิจองค์กรมักจะเลือกใช้ ERP ในกลุ่มนี้เพื่อปรับให้การทำงานของระบบเป็นไปตามการจัดเก็บข้อมูลและกระบวนการทำงานที่องค์กรเคยใช้มาก่อน เปลี่ยนจากการทำงานบนกระดาษหรือ Software ที่กระจัดกระจายอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานแต่ละคน ให้รวมศูนย์ข้อมูลเข้าด้วยกัน

แนวทางนี้ถึงแม้จะมีข้อดีที่ผู้บริหารและพนักงานต้องปรับตัวในการทำงานน้อย แต่ก็มีข้อเสียว่าในระยะยาว เมื่อมี Software ระบบ ERP ในรุ่นใหม่ๆ ออกมา ระบบ ERP กลุ่มนี้จะทำการอัปเกรดได้ยากมาก ทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ความสามารถใหม่ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในรุ่นใหม่ได้ และยิ่งมีการพัฒนาต่อยอดเพิ่มความสามารถใหม่ๆ เข้าไปเท่าไหร่ ระบบก็จะยิ่งซับซ้อน ตอบสนองได้ช้า แต่ก็ไม่สามารถทำการอัปเกรดแก้ไขใดๆ ได้อีกต่อไป

2. ระบบ ERP สำเร็จรูป พร้อมใช้งานได้ทันที

ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งมักเลือกใช้ ERP ในกลุ่มนี้เพื่อให้สามารถเริ่มต้นใช้งาน ERP ในการบริหารธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องกังวลกับประเด็นด้านการดูแลรักษาแก้ไขปัญหามากนัก 

อย่างไรก็ดี แนวทางนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกองค์กร เพราะ ERP ในกลุ่มนี้มักไม่สามารถปรับแต่งแก้ไขได้อย่างอิสระมากนัก ทำให้หลายครั้งระบบ ERP เหล่านี้จึงไม่สามารถตอบโจทย์องค์กรได้อย่างครบถ้วน และสุดท้ายก็ต้องลงทุนจัดซื้อหรือพัฒนา Software อื่นๆ เพิ่มเติมมาใช้งานควบคู่กันไป รวมถึงในระยะยาวเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นและมีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนขึ้น ERP เหล่านี้ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้งานและทำให้ธุรกิจต้องทำการเปลี่ยนระบบ ERP ในท้ายที่สุด

จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าระบบ ERP จะเป็นแบบใด ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรในแง่ของความสามารถ, ความยืดหยุ่น และความง่ายดายในการดูแลรักษาไปพร้อมๆ กันได้ ดังนั้นเมื่อธุรกิจองค์กรมีการใช้งาน ERP และมีการเติบโตหรือการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ระบบ ERP ที่ไม่สามารถปรับแต่งหรืออัปเกรดได้นั้นจึงไม่สามารถเติบโตควบคู่ไปพร้อมกับธุรกิจองค์กรได้นานนัก

Credit: SAP

ประเด็นนี้เองที่ทำให้ SAP ต้องพัฒนาแนวทาง Clean Core ขึ้นมาเพื่อให้ระบบ ERP ยังคงตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้อย่างครบถ้วน แม้จะใช้งานระบบ ERP ไปอย่างยาวนานหลายปีก็ตาม

Clean Core: จุดสมดุลระหว่างการวางโครงสร้างระบบ ERP ที่ยั่งยืน และการปรับแต่งระบบ ERP ให้ตอบโจทย์การใช้งาน

Credit: SAP

แนวทาง Clean Core ที่ SAP ได้พัฒนาขึ้นมาและนำเสนอในบริการ SAP S/4HANA on Cloud ซึ่งจะเป็นบริการ ERP หลักหลังจากนี้ คือการวางมาตรฐานและขอบเขตที่ชัดเจนในการปรับแต่งเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบ ERP นั่นเอง

ภายใต้แนวทาง Clean Core นี้ ทาง SAP ได้แบ่งขอบเขตที่ชัดเจนของข้อมูลและกระบวนการทางธุรกิจพื้นฐานภายใน SAP S/4HANA ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลและกระบวนการเบื้องต้นที่ทุกธุรกิจควรจะต้องใช้งาน โดยจะแนะนำไม่ให้มีการปรับแต่งแก้ไขโครงสร้างของระบบในส่วนนี้ เพื่อที่ว่าจะได้สามารถรับประกันได้ว่าธุรกิจองค์กรจะสามารถอัปเกรดเวอร์ชั่นใหม่ๆ ของระบบ ERP ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้ธุรกิจสะดุดติดขัด และได้รับฟีเจอร์ใหม่ๆ ไปใช้งานอยู่ตลอด

ทั้งนี้การจัดเก็บข้อมูลและกระบวนการมาตรฐานที่มาพร้อมกับ SAP S/4HANA นี้ ก็เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานที่ SAP ออกแบบมาจากประสบการณ์ในการวางระบบ ERP ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน และเป็นสิ่งที่ SAP แนะนำให้ทุกธุรกิจประยุกต์นำไปใช้เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการธุรกิจ, การต่อยอดเพิ่มเติม และการจัดทำรายงานทางธุรกิจขั้นต้นได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

ในขณะเดียวกัน SAP ก็ทราบดีว่าในทุกธุรกิจนั้น ยังคงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับแต่งแก้ไขระบบ ERP เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลเฉพาะบางส่วนที่จำเป็นต่อการทำงานเพิ่มเติม, การกำหนดกระบวนการทำงานบางส่วนที่เป็นกระบวนการเฉพาะ, การเชื่อมต่อระบบ ERP เข้ากับระบบอื่นๆ ที่มีการใช้งาน, การนำข้อมูลธุรกิจภายใน ERP ไปใช้วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่น หรือการต่อยอดด้วย AI ซึ่ง SAP ก็จะเปิดให้ยังคงพัฒนาส่วนเสริมหรือ Extension ที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ โดยมีมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน 

Credit: SAP

ด้วยแนวทาง Clean Core นี้ จะสามารถแก้ปัญหา 3 ประการให้กับธุรกิจได้ ดังนี้

  • ความสามารถของระบบ ERP ธุรกิจยังคงปรับแต่งให้ SAP S/4HANA มีความสามารถได้ตามต้องการ ด้วยวิธีการที่เป็นไปตามมาตรฐานของ Clean Core
  • ความยืดหยุ่นของระบบ ERP ธุรกิจยังคงสามารถเพิ่มขยาย SAP S/4HANA ให้รองรับต่อการเติบโตของธุรกิจได้ และเชื่อมต่อข้อมูลหรือการทำงานเข้ากับระบบอื่นๆ ที่มีการใช้งานอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็น Application, Data หรือ AI ก็ตาม
  • ความง่ายดายในการดูแลรักษาระบบ ERP แนวทาง Clean Core จะช่วยรับประกันว่าธุรกิจจะได้รับการอัปเดตใหม่ๆ จาก SAP อย่างต่อเนื่องโดยที่ระบบสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุดติดขัด และใช้เวลาน้อยลงมากในการอัปเดตแต่ละครั้ง ในขณะที่สามารถมั่นใจได้ว่าเมื่ออัปเกรดเสร็จแล้ว ระบบจะยังคงใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

ข้อดีเหล่านี้เองทำให้ทิศทางของ SAP หลังจากนี้ จะมุ่งสู่การช่วยให้ลูกค้าธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งานระบบ ERP ของ SAP นั้น ได้นำแนวทาง Clean Core ไปใช้ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมี ERP เป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ ERP ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจองค์กรได้อย่างแท้จริง

สิ่งที่ผู้บริหารและผู้ตัดสินใจโครงการ ERP ควรรู้ในทำงานร่วมกับ SAP Implementer เพื่อให้สามารถใช้แนวทาง Clean Core ร่วมกับ SAP S/4HANA on Cloud ได้สำเร็จ

เนื่องจาก Clean Core นั้นไม่ได้เป็นเทคโนโลยี แต่เป็นแนวทางและวิธีการในการใช้งาน SAP S/4HANA ที่ทั้งธุรกิจองค์กรและ SAP Implementer ต้องร่วมมือกันไปอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งาน ERP เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารและผู้ตัดสินใจในโครงการ ERP จะต้องมีส่วนผลักดัน และสื่อสารกับ SAP Implementer ให้เดินหน้าไปในแนวทาง Clean Core ร่วมกัน

สำหรับสิ่งที่ผู้บริหารและผู้ตัดสินใจโครงการ ERP ควรรู้ในทำงานร่วมกับ SAP Implementer ในการใช้แนวทาง Clean Core จะมีดังนี้

1. การจัดเก็บข้อมูลและกระบวนการทำงานพื้นฐานบางส่วน ต้องดำเนินตามแนวทางของ SAP ในขณะที่บางส่วนสามารถปรับแต่งได้บ้าง

เพื่อให้ส่วนที่เป็นแกนหลักของ SAP S/4HANA on Cloud นั้นยังคงสามารถอัปเกรดได้อย่างต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบใดๆ หลังการอัปเกรดแล้วเสร็จ ในการเดินตามแนวทาง Clean Core นั้น ก็จะมีการจัดเก็บข้อมูลและการกำหนดกระบวนการบางส่วนที่ธุรกิจองค์กรอาจต้องเปลี่ยนแปลงมาใช้ตามแนวทางของ SAP บ้าง เพื่อให้ธุรกิจและเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้

ในส่วนนี้ธุรกิจองค์กรสามารถปรึกษากับ SAP Implementer ให้ช่วยแนะนำในส่วนนี้ได้ ว่ามีข้อมูลใดหรือกระบวนการใดบ้างที่ต้องยืดหยุ่นปรับตัวเข้าหากัน และขอบเขตในการปรับแต่งสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด แล้วทำความเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบ ERP ใหม่ หรืออัปเกรดจากระบบ ERP ดั้งเดิมก็ตาม

2. ธุรกิจองค์กรยังคงสามารถวางระบบ SAP ให้รองรับการจัดเก็บข้อมูลและกระบวนการทำงานที่ต้องการได้ด้วย Extension และ Integration

สำหรับการจัดเก็บข้อมูลและกระบวนการที่เป็นความต้องการเฉพาะของธุรกิจองค์กรนั้น ควรจะต้องมีการพูดคุยปรึกษาร่วมกับ SAP Implementer ในการปรับแต่งหรือพัฒนาระบบเหล่านี้ขึ้นมาในลักษณะของ Extension หรือการเชื่อมผสานด้วยการ Integration เข้ากับระบบเสริมที่พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อให้ความต้องการเฉพาะขององค์กรเหล่านี้ไม่กระทบต่อการทำงานของข้อมูลและกระบวนการพื้นฐานที่ SAP กำหนด

Credit: SAP

ในการพัฒนาระบบส่วนเสริมเหล่านี้ SAP เองก็มีโซลูชันสำหรับการต่อยอดระบบ ERP หลากหลาย เช่น

  • SAP S/4HANA In-App Extensibility รองรับการพัฒนาปรับแต่งขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ระบบ ERP ทำงานได้ตามต้องการเบื้องต้น
  • SAP Business Technology Platform รองรับทั้งการพัฒนา Application ได้อย่างอิสระตามต้องการ และการเชื่อมผสาน SAP เข้ากับ Business Application อื่นๆ 
  • SAP Business Data Cloud ระบบจัดเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจขนาดใหญ่ ที่สามารถผสานรวมได้ทั้งข้อมูลจากภายใน SAP S/4HANA, โซลูชันอื่นๆ ของ SAP และเทคโนโลยีระบบอื่นๆ ภายนอกได้อย่างอิสระ
  • SAP Business AI เทคโนโลยี AI จาก SAP ที่สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งการตอบสนอง, วิเคราะห์ข้อมูล, วิเคราะห์แนวโน้ม, จัดทำรายงาน ไปจนถึงการดำเนินการต่างๆ ให้โดยอัตโนมัติ

3. Clean Core เป็นแนวทางที่ต้องปฏิบัติตามร่วมกันตลอดไป

ในการดำเนินตามแนวทาง Clean Core นั้น ไม่ได้จบเพียงแค่การติดตั้ง SAP S/4HANA ใช้งานจน Go Live ได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงพัฒนาต่อยอดที่จะเกิดขึ้นกับระบบ ERP ดังนั้นในการทำงานร่วมกับ SAP Implementer ก็จำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายของ Clean Core ด้วย ในขณะที่ถ้าหากมีการผสานระบบเข้ากับระบบอื่นๆ ก็ควรจะต้องมี SAP Implementer เข้ามาช่วยประเมินแนวทางการเชื่อมผสานด้วยเช่นกัน

NTT Data Business Solutions พร้อมช่วยองค์กรของคุณวางระบบ SAP S/4HANA on Cloud ใหม่ หรืออัปเกรดระบบ SAP เดิมสู่แนวทาง Clean Core 

NTT DATA Business Solutions Thailand  หรือ NDBS Thailand  ผู้นำด้าน Digital Transformation ที่พร้อมให้คำปรึกษาและติดตั้ง SAP ทั้งในส่วนของ ERP, CRM, HR, Supply Chain และ DATA Center แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์ด้าน SAP ในประเทศไทยยาวนานมากกว่า 26 ปี พร้อมทำหน้าที่เป็น SAP Implementer ที่วางระบบและอัปเกรดระบบสู่ SAP Cloud ERP และ SAP Cloud ERP Private ในแบบ Clean Core ร่วมกับองค์กรของคุณได้ตลอด SAP Journey 

ในการนำแนวทาง Clean Core มาใช้ NDBS Thailand จะนำ RISE with SAP Methodology เป็น Framework หลักในการดำเนินโครงการ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถตรวจสอบขั้นตอนและผลลัพธ์การดำเนินโครงการ SAP ได้อย่างโปร่งใสในแบบ Real-Time พร้อมทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพในการควบคุมให้เป็นไปตามแนวทาง Clean Core อยู่เสมอ

Credit: SAP

NDBS Thailand เชื่อว่าในการใช้งานระบบ SAP Cloud ERP และ SAP Cloud ERP Private นั้นจะทรงพลังที่สุดเมื่อใช้แนวทาง Clean Core ในการกำหนดทิศทางการปรับแต่งและพัฒนาระบบ ด้วยสาเหตุดังนี้

  • สามารถกำหนดขอบเขตความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับระบบได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจว่าไม่ว่าระบบจะถูกพัฒนาต่อยอดเพิ่มขยายไปมากน้อยเพียงใด SAP S/4HANA on Cloud ก็จะยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลรักษาได้อย่างง่ายดายเสมอ
  • มีมาตรฐานในการทำงานที่ร่วมกันชัดเจนระหว่างธุรกิจองค์กรที่ใช้งาน SAP, SAP Implementer และ 3rd Party รายอื่นๆ ที่มาดำเนินโครงการใดๆ ด้าน Digital Transformation และ AI Transformation ช่วยให้การดำเนินโครงการเป็นไปได้อย่างรวดเร็วด้วยความชัดเจน รวมถึงมั่นใจในสถาปัตยกรรมของระบบที่แข็งแรง
  • ธุรกิจองค์กรจะได้รับการอัปเดตระบบ SAP S/4HANA ใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการอัปเดต และได้รับความสามารถใหม่ๆ ในการใช้งานต่อยอดธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

About Suphasin Sueklab

Check Also

ABB เปิดตัว “PoWa” โคบอทสายพันธุ์ใหม่ เร็ว แรง ทรงพลังเทียบชั้นหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

ABB Robotics ประกาศเปิดตัวตระกูลหุ่นยนต์ปฏิบัติงานร่วมกับมนุษย์ (Cobots) ซีรีส์ใหม่ล่าสุดในชื่อ “PoWa” ที่เกิดมาเพื่ออุดช่องโหว่ระหว่าง “ความยืดหยุ่น” ของโคบอทแบบเดิม ๆ กับ “ความเร็วและพละกำลัง” ของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่

Siemens เปิดตัว “Eigen Engineering Agent” ผู้ช่วย AI สุดล้ำที่คิดและทำงานได้เอง

Siemens ได้ประกาศเปิดตัว “Eigen Engineering Agent” โซลูชัน AI ที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อปฏิวัติกระบวนการทำงานด้านวิศวกรรมอัตโนมัติ (Automation Engineering) ซึ่งเปิดให้ใช้งานจริงอย่างเป็นทางการแล้ว