อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภูมิภาคอาเซียนกำลังเติบโตแบบฉุดไม่อยู่ หลายประเทศงัดนโยบายเด็ด ๆ มาดึงดูดค่ายรถให้เข้ามาลงทุนและผลักดันให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ แต่ล่าสุดทางผู้บริหารจาก Bridgestone ได้ออกมาแชร์มุมมองที่น่าสนใจว่า ในยุคนี้การจะซัพพอร์ตค่ายรถ EV ให้สุดทาง แค่มีฐานการผลิต “ในประเทศ (Local)” อาจไม่พอ แต่ต้องมีเครือข่าย “ระดับโลก (Global)” รองรับด้วย
เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? มาดูสรุปประเด็นน่าสนใจจากเวทีสัมมนาด้านโลจิสติกส์ยานยนต์อาเซียนกันครับ:
🇹🇭 ไทยดัน EV เต็มสูบ แต่ผู้ประกอบการในประเทศแอบหวั่น
- เงินลงทุนสะพัด: ประเทศไทยถือเป็นหัวหอกสำคัญ โดยรัฐบาลได้อนุมัติโปรเจกต์ลงทุนผ่านมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ไปแล้วถึง 198 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.37 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ได้มีแค่การผลิตรถยนต์ แต่ครอบคลุมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่และสถานีชาร์จ เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มแบบครบวงจร
- เสียงสะท้อนจากเอกชน: แม้ตัวเลขจะดูสวยหรู แต่กลุ่มธุรกิจในไทยเริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐช่วยดูแลเรื่อง “การแข่งขันที่เท่าเทียม” เพราะตอนนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกำลังเจอแรงกดดันด้านต้นทุนที่สู้ของนำเข้าไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีนที่ได้เปรียบเรื่องราคาวัตถุดิบ ซึ่งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งหาทางออกร่วมกันให้ได้ก่อนที่มาตรการสนับสนุนจะสิ้นสุดลงในปี 2027 เพื่อให้ทุนไทยอยู่รอดได้จริง
ทำไมต้องปรับตัวแบบ “Local ควบคู่ Global”?
คุณ Eric van Steen ผู้บริหารของ Bridgestone Asia Pacific เล่าว่า ค่ายรถ EV สมัยนี้ เช่น BYD มาตั้งโรงงานในอาเซียนก็จริง แต่เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้กะขายแค่ในประเทศเท่านั้น แต่เล็ง “ส่งออกทั่วโลก” ด้วย
กลยุทธ์ของ Bridgestone พอรู้แบบนี้ ซัพพลายเออร์ก็ต้องปรับกระบวนทัพใหม่ Bridgestone เลือกที่จะจัดเต็มทั้งฐานการผลิตและศูนย์วิจัย (R&D) แบบควบคู่กัน คือต้องมีทีมซัพพอร์ตค่ายรถแบบใกล้ชิดถึงหน้าโรงงานในพื้นที่ (Local) และในขณะเดียวกันก็ต้องมีเครือข่ายทั่วโลกรองรับ (Global) เพื่อก้าวไปพร้อมกับแผนการขยายตลาดของค่ายรถ เช่น การที่ BYD ไปเปิดฐานผลิตทั้งในไทย บราซิล และยุโรป ทางผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ต้องพร้อมซัพพอร์ตทุกที่เช่นกัน
ภาพรวมตลาดโลจิสติกส์ยานยนต์อาเซียน
ปัจจุบันอาเซียนเนื้อหอมสุด ๆ ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง BMW ยังยกให้อาเซียนเป็น “เสาหลักที่ 4” ของแบรนด์ในระดับโลก แถมมีการคาดการณ์ว่า ตลาดโลจิสติกส์ยานยนต์ในอาเซียนจะเติบโตแบบติดจรวด โดยอาจมีมูลค่าพุ่งไปแตะถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9 แสนล้านบาท) ภายในปี 2036 เลยทีเดียว
สรุปสั้น ๆ สำหรับเทรนด์อุตสาหกรรม EV การทำธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การทำของส่งโรงงานใกล้บ้านแล้วจบ แต่ต้องเป็นพาร์ทเนอร์ที่พร้อมจะ “แข็งแกร่งในประเทศ” และ “ก้าวไปบุกตลาดโลก” พร้อมกับค่ายรถให้ได้ ใครอัปเกรดระบบซัพพลายเชนได้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์กว่า คนนั้นคือผู้ชนะ
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







