เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามาปฏิวัติทุกวงการตั้งแต่การผลิต สุขภาพ ไปจนถึงการศึกษา ทิศทางของมนุษย์ในอนาคตควรเป็นอย่างไร? ล่าสุด ทิม คุก ประธานกรรมการบริหารของ Apple ได้ร่วมวงเสวนากับ ไป๋ ฉงเอิน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยชิงหัว ในงาน Shanghai Suhewan Summit เพื่อเจาะลึกถึงผลกระทบของ AI ต่อโลกอุตสาหกรรมและสังคมมนุษย์

“การตั้งคำถาม” คือทักษะแห่งอนาคต:
ทิม คุก และคณบดีไป๋ มองตรงกันว่า ในยุคที่ AI สามารถป้อนคำตอบทุกอย่างให้เราได้ในพริบตา ทักษะที่ล้ำค่าที่สุดจะไม่ใช่การหาคำตอบอีกต่อไป แต่คือ “ความสามารถในการตั้งคำถาม” ปัจจุบันระบบการศึกษาต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อนักเรียนใช้ AI ลัดขั้นตอนการทำความเข้าใจ จนเกิดภาวะที่วิชาการเรียกว่า “AI learning penalty” หรือผลการเรียนที่ตกลงในระยะยาว มหาวิทยาลัยชิงหัวจึงต้องนำกรอบการเรียนรู้แบบ STAR (Seeking, Technology, Assessment, Resilience) มาใช้ เพื่อปั้นคนให้รู้จักคิดวิเคราะห์และรับมือกับความไม่แน่นอน
สายการผลิตอัจฉริยะและการยกระดับแรงงาน:
AI และหุ่นยนต์ได้เข้ามาพลิกโฉมหน้าซัพพลายเชนของวงการเทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิง ทิม คุก เล่าว่าภาพโรงงานเมื่อ 10 ปีก่อนกับวันนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว กระบวนการตรวจสอบคุณภาพ (Inspection) ที่เคยใช้แรงงานคนจำนวนมาก ปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติขั้นสูง เช่น การคุมโทนสี iPhone หลายสิบล้านเครื่องให้ตรงกันเป๊ะต้องพึ่งพา Machine Learning ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม Apple ได้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษาด้าน AI และหุ่นยนต์ให้แก่พนักงานในสายการผลิต เพื่อช่วยให้แรงงานระดับต้นสามารถอัปสกิลตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้างานหรือผู้จัดการโรงงานได้
นวัตกรรมสุขภาพเชิงรุกและยุคทองของแอปพลิเคชัน:
AI กำลังเปลี่ยนทิศทางเทคโนโลยีสุขภาพจากการ “รอรักษาเมื่อป่วย” เป็นการ “แจ้งเตือนก่อนเกิดความเสียหาย” เช่น ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ของ Apple Watch ที่คอยมอนิเตอร์สัญญาณร่างกายอย่างต่อเนื่อง โดย Apple ยังจับมือกับโรงพยาบาลในปักกิ่งเพื่อวิจัยด้านการตรวจวัดระบบหลอดเลือดหัวใจเชิงลึก ขณะเดียวกันในฝั่งของการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI ได้ช่วยลดกำแพงความยากในการเขียนโปรแกรมลง ทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานสามารถสร้างแอปพลิเคชันได้ ซึ่งทิม คุก ยืนยันว่าแอปฯ จะไม่หายไป แต่จะถูกพัฒนาออกมาอย่างมหาศาลและรวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดแล้ว Apple ยังคงเดินหน้าวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันซัพพลายเชนของ Apple ในจีนกว่า 95% ได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนในการขับเคลื่อนแล้ว และกำลังพุ่งเป้าไปสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) แบบ 100% ภายในปี 2030
ที่มา: https://finance.biggo.com/news/006abce0-7d94-4d48-896f-daf040aba575
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย






