เบื้องหลังการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของ BMW ไม่ได้มีแค่สายพานการผลิตในโรงงานเท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาพลังประมวลผลคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง (HPC) เพื่อรองรับงานหนักๆ อย่างการออกแบบโมเดล 3 มิติ และการจำลองทดสอบการชน (Crash-test) ซึ่งที่ผ่านมา ระบบเซิร์ฟเวอร์มหาศาลเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยระบบเก๋าที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองเมื่อ 30 ปีก่อน ในชื่อ “scVenus”

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเร่งสปีดธุรกิจและระบบเก่าหมดระยะเวลาสนับสนุน ล่าสุด BMW จึงตัดสินใจทำโปรเจกต์ใหญ่ด้วยการไมเกรตเซิร์ฟเวอร์ Linux และ Windows รวมกว่า 15,000 เครื่อง ไปสู่แพลตฟอร์มจัดการอัตโนมัติยุคใหม่อย่าง Red Hat Ansible Automation Platform โดยมีโจทย์สุดหินคือ “ห้ามให้การย้ายระบบครั้งนี้ไปสะดุดกระบวนการพัฒนารถยนต์ที่กำลังเดินหน้าอยู่เด็ดขาด”
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติที่มองโครงสร้างพื้นฐานเป็นโค้ด (Infrastructure as Code) สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทันที และพลิกโฉมการทำงานของทีมไอทีไปอย่างสิ้นเชิง:
- เร็วขึ้นระดับก้าวกระโดด: งานจัดการระบบที่ซับซ้อนบนเซิร์ฟเวอร์หลายพันเครื่อง ซึ่งเดิมเคยต้องใช้เวลารอนานถึง 60 ชั่วโมง ปัจจุบันสามารถรันเสร็จเรียบร้อยภายในเวลาเพียง 20 นาที
- ลดงานแอดมินจำเจ: กระบวนการทำงานเดิมๆ ที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา ถูกลดภาระลงไปได้ถึง 75%
- ระบบบริการตัวเอง (Self-service): พนักงานภายในกว่า 30,000 คนสามารถจัดการเรื่องพื้นฐาน เช่น การต่ออายุไลเซนส์ซอฟต์แวร์ หรือส่งคำร้องแจ้งปัญหาได้เองผ่านพอร์ทัลกลาง ช่วยคืนเวลาให้ทีมไอทีไปโฟกัสกับงานสำคัญได้มากขึ้น
สำหรับแผนในอนาคต BMW กำลังศึกษาการนำ AI และระบบอัตโนมัติแบบตอบสนองตามเหตุการณ์ (Event-driven automation) มาช่วยแก้ไขปัญหาไอทีที่เกิดขึ้นซ้ำๆ แต่ Johan Barnard หัวหน้าทีม Ansible Core ของ BMW ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญไว้ว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ AI เข้าควบคุมระบบการผลิตโดยตรงได้” AI ยังคงต้องมี “ตัวกลาง” หรือชั้นระบบอัตโนมัติที่เชื่อถือได้คอยทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตู (Gatekeeper) เสมอ
มุมมองนี้ถือเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ผลิตและวงการอุตสาหกรรม (OT) ว่า ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่อง AI การนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับระบบควบคุมที่รัดกุมและปลอดภัย ยังคงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในสายการผลิต
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย











