บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะเข้ามาแทนที่ OEM ในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้อย่างไร

ตลาดยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมนี้ก่อให้เกิดบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งซึ่งมีแบรนด์ย่อยมากมาย และในหลายแบรนด์เหล่านั้น ยังเป็นชื่อเดียวกับแบรนด์เครื่องใช้ในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญกับการขยับเปลี่ยนทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ตลาดยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา โดยจะกลายมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนอัตโนมัติ และเป็นยานยนต์ที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์

การเปลี่ยนไปสู่ไฟฟ้า การขับขี่แบบอัตโนมัติ และการขยับเปลี่ยนไปเป็นยานยนต์ที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ ด้วยแนวโน้มเหล่านี้ที่กำลังดำเนินไปด้วยดีนั้น จะยังคงมีช่องว่างให้กับบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคสามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของตลาดยานยนต์ และมีศักยภาพในการเริ่มสร้างรถยนต์ด้วยตนเองหรือได้ไม่

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นตัวเลือกมาตรฐาน ตามที่มีการรายงานใน “Electric Vehicles: Land, Sea, and Air 2024-2044” ของ IDTechEx ที่คาดการณ์ไว้ว่า จะมีรถยนต์ใหม่จดทะเบียนในปี พ.ศ. 2566 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (รวมรถยนต์ไฮบริด) กว่า 23% โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่มีอัตราการเติบโต 4.8 เพิ่มขึ้นเท่าตัวระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2566 คุณสมบัติระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น โดยขณะนี้ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 2 เป็นคุณสมบัติเริ่มต้น และตอนนี้มียานยนต์ระดับ 3 อยู่บนท้องถนน

นอกจากนี้ รถยนต์กำลังกลายเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความสามารถในการอัปเดตทางอากาศ (OTA) การสมัครสมาชิกเพื่อให้มีคุณสมบัติใหม่ๆ และสร้างกระแสรายได้ใหม่สำหรับ OEM ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และในรายงานดังกล่าว ยังคาดการณ์ด้วยว่า จะมีรายได้ที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์ที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์เกิน 700 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2577

ในอดีต อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ค่อยมีอะไรที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีวงจรการพัฒนาที่กินเวลานานหลายปี และมีการพึ่งพาซัพพลายเออร์ระดับ 1 และ 2 กระทั่งมีจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลง ดังที่หลายๆ คนจับตามองไปที่ Tesla ที่นำรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ออกสู่ตลาดในปริมาณมหาศาล พร้อมกันนั้นก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองการซื้อและการเป็นเจ้าของรถยนต์ด้วย โดยสามารถซื้อยานยนต์ได้โดยตรงทางออนไลน์ สามารถเริ่มให้บริการจากระยะไกลได้ผ่านแอป และมีคุณสมบัติใหม่ๆ และการเรียกคืนสามารถทำได้ผ่านทางอากาศ สิ่งนี้สร้างความแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่มีมาในประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินการที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ รวมถึงการอัปเดตแผนที่นำทางที่มีค่าธรรมเนียมจำนวนมาก

แนวทางใหม่เหล่านี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ก็มอบโอกาสใหม่ให้กับบริษัทเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2566 Hyundai และ Amazon ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการขายรถยนต์บน Amazon.com และ Sony ได้ร่วมทุนกับ Honda เพื่อใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของ Sony ในด้าน AI ความบันเทิง และความเป็นจริงเสริม (AR)

เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ต่างมุ่งไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้น และเครื่องยนต์สันดาปไม่ได้เป็นคุณสมบัติที่กำหนดอีกต่อไป เป็นไปได้หรือไม่ที่แนวโน้มนี้จะนำพาบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการสาระบันเทิงสำหรับ OEM ของยานยนต์สามารถก้าวไปได้ไกลสุด และเริ่มผลิตรถยนต์ด้วยตนเอง

ความท้าทายที่สำคัญ คือ ทั้งสองอุตสาหกรรมมีจุดแข็งที่แตกต่างกันมาก สิ่งนี้เห็นได้จากบริษัทสตาร์ตอัปเล็กๆ บางรายพยายามเข้าสู่การผลิตรถยนต์พร้อมกับเทคโนโลยีพื้นฐานที่ทันสมัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ด้วยมุมมองดั้งเดิมของการผลิตรถยนต์ในปริมาณมาก พร้อมกับการควบคุมคุณภาพที่ดีเยี่ยม นั่นคือ ความยุ่งยากที่พวกเขาจะต้องเผชิญ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้สามารถเอาชนะได้โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางรายที่ได้รับเงินทุนที่ดีกว่ามากในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และการรับเอาความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่จำเป็นเข้ามา โดย Huawei กำลังร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ OEM ของจีนหลายรายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ แต่ยังผลิตชุดขับเคลื่อนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าด้วย

ในขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Foxconn (มีชื่อเสียงในด้านการผลิต iPhone ของ Apple) ได้เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและตั้งเป้าที่จะครองส่วนแบ่ง 5% ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2566 Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรก โดยมีแผนที่จะกลายเป็นหนึ่งใน 5 ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก

นอกจากนี้ ยังมีเสียงล่ำลืออีกหลายอย่างเกี่ยวกับโครงการด้านยานยนต์จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่นๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า อาจมีโครงการอื่นๆ เข้ามาสู่ตลาดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว จึงมีคำถามต่อมาอีกว่า อะไรคือเส้นทางที่ยากกว่ากัน ระหว่าง OEM ด้านรถยนต์ที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้ได้ตามที่ต้องการสำหรับผู้บริโภคในอนาคต หรือ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ต้องพัฒนาทักษะทางการผลิตที่ต้องการเพื่อใช้ในการผลิตรถยนต์ให้รองรับตลาดมวลชน

ความจริงของคำตอบน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในระหว่างนั้น โดยที่ความเป็นหุ้นส่วนกันจะเป็นเพียงแกนนำในระยะสั้น แต่การพัฒนา การเข้าซื้อกิจการ และการเข้ามาแทนที่บางอย่าง จะเกิดขึ้นในระยะยาว สิ่งที่แน่นอนอย่างหนึ่ง คือ ตลาดยานยนต์ยังมีงานที่ต้องพัฒนารออยู่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมกับความท้าทายที่สำคัญอื่นๆ อีกมากมาย

ที่มา: IDTechEx

About pawarit

Check Also

Microchip เปิดตัว Hybrid MCU แบบ System-in-Package ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานยานยนต์ สำหรับการใช้งานด้านเทคโนโลยีตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร [PR]

ผู้ออกแบบระบบยานยนต์และระบบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (E-Mobility) กำลังนำส่วนตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร (Human-Machine Interface: HMI) ที่มีกราฟิกขั้นสูงมาใช้งานมากขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานและเพื่อรองรับความต้องการโซลูชัน HMI ที่เพิ่มสูงขึ้น Microchip Technology (Nasdaq: MCHP) จึงประกาศเปิดตัว …

แคสเปอร์สกี้ชี้ การโจมตีซัพพลายเชนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่บริษัทในเอเชียแปซิฟิกพบมากที่สุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา [PR]

การโจมตีซัพพลายเชนกลายเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พบบ่อยที่สุดที่ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญ โดยบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็ระบุว่า การโจมตีซัพพลายเชนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาเช่นกัน จากการศึกษาทั่วโลกของแคสเปอร์สกี้พบว่า บริษัททั่วโลกจำนวนเกือบ 1 ใน 3 ต้องเผชิญกับภัยคุกคามซัพพลายเชนในรอบปีที่ผ่านมา ข้อมูลที่น่าสังเกตคือ พบความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนในประเทศต่างๆ ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก เช่น จีน ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเพิ่มการป้องกันทางไซเบอร์ทั่วทั้งภูมิภาค