ในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมันปี 2026 คงไม่มีเหตุการณ์ใดจะสั่นสะเทือนวงการไปได้มากกว่าการเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลาโดยกองกำลังสหรัฐฯ และการประกาศควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่คือการ “รื้อไพ่” ระบบพลังงานโลกใหม่ทั้งหมด

จาก “อุตสาหกรรมที่ล่มสลาย” สู่ความหวังใหม่ของยักษ์ใหญ่ US
เวเนซุเอลาขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก (ประมาณ 3 แสนล้านบาร์เรล) มากกว่าซาอุดีอาระเบียเสียอีก แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้กลับอยู่ในสภาพที่ทรัมป์เรียกว่า “ล้มละลายโดยสิ้นเชิง” เนื่องจากการทุจริต การขาดการลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่ผุพัง จนกำลังการผลิตเหลือเพียงไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แผนการของทรัมป์ชัดเจนมาก เขาต้องการดึงยักษ์ใหญ่พลังงานอย่าง Exxon Mobil, ConocoPhillips และ Chevron กลับเข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลเพื่อซ่อมแซมระบบที่พังทลาย และเปลี่ยนเวเนซุเอลาให้กลับมาเป็นเครื่องจักรผลิตเงินอีกครั้ง
ผู้ชนะ: โรงกลั่นฝั่งสหรัฐฯ (Gulf Coast)
กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เร็วที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือบรรดาโรงกลั่นแถบอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ซึ่งถูกออกแบบมาเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อกลั่น “น้ำมันดิบชนิดหนัก” (Heavy Crude) แบบที่เวเนซุเอลาผลิตโดยเฉพาะ
การเปลี่ยนทิศทางการขนส่งจากเดิมที่ต้องวิ่งข้ามมหาสมุทรไปจีน กลับมาสู่สหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ จะช่วยลดค่าขนส่งมหาศาล และทำให้สหรัฐฯ มีน้ำมันดิบชนิดหนักมาผสมกับน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ที่เป็นชนิดเบา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน ส่งเสริมเป้าหมายการเป็น “มหาอำนาจพลังงานโลก” ของทรัมป์
ผู้แพ้: จีน และโรงกลั่นอิสระ “Teapots”
ที่ผ่านมา จีนคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา โดยรับน้ำมันไปกว่า 80% เพื่อหักลบหนี้สินมหาศาลกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ให้กู้ยืมไปในยุคก่อน โดยเฉพาะโรงกลั่นอิสระขนาดเล็กหรือ “Teapots” ในจีนที่ยอมเสี่ยงกับมาตรการคว่ำบาตรที่เวเนซุเอลาเผชิญกับสหรัฐอเมริกาเพื่อซื้อน้ำมันราคาถูก
แต่เมื่อสหรัฐฯ เข้าคุมเกม:
- ราคาส่วนลดจะหายไป: หากสหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตร น้ำมันเวเนซุเอลาจะถูกขายในราคาตลาดโลกทันที ทำให้จีนไม่มีแรงจูงใจที่จะซื้อน้ำมันราคาถูกอีกต่อไป
- การใช้หนี้ที่เปลี่ยนไป: สหรัฐฯ อาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการชำระหนี้ด้วยน้ำมันที่จีนเคยทำกับเวเนซุเอลา ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลของประเทศจีน
ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม: การฟื้นฟูที่ต้องใช้เวลา “นับทศวรรษ”
แม้ทรัมป์จะสัญญาความสำเร็จในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Rystad Energy และ Third Bridge ต่างเตือนว่า
“ประวัติศาสตร์บอกเราว่าการเปลี่ยนระบอบการปกครองโดยใช้กำลัง ไม่เคยทำให้ปริมาณน้ำมันมีเสถียรภาพได้เร็ว”
ความท้าทายที่รออยู่คืออะไร:
- งบประมาณมหาศาล: ต้องใช้เงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อกู้ซากโครงสร้างพื้นฐาน
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุน: ยักษ์ใหญ่น้ำมันต้องการความเชื่อมั่นว่าสัญญาที่เซ็นไปจะไม่ถูกยึดกลับเป็นของรัฐอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุค ชาเวซ
- ระยะเวลา: คาดว่าในปีแรกกำลังการผลิตอาจเพิ่มขึ้นได้เพียง 2 แสนบาร์เรลต่อวัน และอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าจะกลับไปสู่จุดสูงสุดที่ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันได้อีกครั้ง
บทสรุป: การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาครั้งนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณเตือนไปทั่วโลก ว่ากฎเกณฑ์เดิม ๆ ในตลาดพลังงานได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้การเพิ่มกำลังการผลิตจริงจะใช้เวลานาน แต่การ “เปลี่ยนทิศทาง” ของน้ำมันจากตะวันออก (จีน) กลับสู่ตะวันตก (สหรัฐฯ) จะส่งผลกระทบทันทีต่อดุลอำนาจเศรษฐกิจโลกในปี 2026 นี้
ที่มา: https://www.theguardian.com/business/2026/jan/04/venezuela-oil-industry-bust-what-role-could-the-us-play และ https://www.reuters.com/markets/commodities/us-oil-refiners-win-chinese-rivals-lose-trumps-venezuela-strike-2026-01-04/
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








