กระแสข่าวนี้ ไม่ต่างอะไรกับสงครามเย็นในภาคธุรกิจ ที่สำคัญ…คงไม่ถูกใจสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่อาศัยแพลตฟอร์ม TikTok ในการดำเนินธุรกิจถ่ายทอดสดและติดป้ายขายสินค้า ในสหรัฐฯ มีประชากรประมาณ 330 ล้านคน และมีบัญชีผู้ใช้งาน TikTok มากกว่า 170 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วน 50% ของจำนวนคนอเมริกาทั้งประเทศ กลยุทย์การป้องกันจีนในทุกวิถีทางของสหรัฐฯ นอกจากนโยบายเพิ่มภาษีการนำเข้ารถยนต์ EV จากจีน ยังสามารถพูดได้เต็มปากว่า อะไรก็ได้ที่เป็นของจีน จะเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่ปลื้ม โดยโยงเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติขึ้นมาเป็นคอนเทรนหลัก

ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัล ภาคธุรกิจทุกขนาดพยายามปรับตัวเองให้ก้าวทันเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ตนเองสู่สายตาของผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะการขายสินค้าออนไลน์ในทุกแพลตฟอร์ม เทคโนโลยีเชื่อมโยงผู้ทั่วโลกให้เข้าถึงกันได้ภายในเสี้ยววินาที ระบบ Logistics ย่อนระยะเวลาจัดส่งระหว่างกันได้เร็วมากขึ้น สินค้า OTOP จากท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถสร้างโอกาสในการโปรโมทให้เป็นที่รู้จักได้ง่ายมากกว่าดั้งเดิม
นอกจาก Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลสัญชาติสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วโลกมากที่สุด มากกว่า 50% ของบัญชีผู้ใช้งาน เชื่อว่าใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นสื่อกลางในการโฆษณาและจำหน่ายสินค้าตนเอง เพราะเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้ง่ายด่ายที่สุด
TikTok เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลประเภทการนำเสนอวิดีโอที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ร้านค้าบน TikTok เป็นหนึ่งบริการที่มียอดบัญชีใช้งานจำนวนมาก เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านเคยกดสั่งซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มจากบริษัท ByteDance จากจีน จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2024 สภาคองเกรสมีมติเป็นเอกฉันท์ 352 ต่อ 65 เสียง ให้ผ่านร่างกฎหมายบังคับให้ ByteDance ขายกิจการออกให้บริษัทในสหรัฐฯ ภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นแพลตฟอร์ม TikTok จะถูกแบนทั่วประเทศสหรัฐฯ
จีน สวนกลับว่า “จะทำอะไรก็แล้วแต่ แล้วผลนั้นจะย้อนกลับคืนคุณเอง” แสบ!!! แล้วพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์บน TikTok จะตกงานหรือไม่
ข่าวอื่น ๆ เกี่ยวกับ สหรัฐฯ แบนธุรกิจจากจีน
ที่มา : https://www.theguardian.com/technology/2024/mar/13/will-us-ban-tiktok
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








