โคเวสโตรขยายฐานกลุ่มผลิตภัณฑ์โพลีคาร์บอเนต ที่ยั่งยืนมากขึ้น

ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพลาสติกที่มุ่งเน้นความยั่งยืนโดยเฉพาะผลิตจากวัตถุดิบที่มีสัดส่วนของวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุชีวมวลสูง เพราะทิ้งร่องรอยมลพิษหรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยลง ขณะเดียวกันนี้อุตสาหกรรมของเรากำลังเร่งเดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและความเป็นกลางทางสภาพภุมิอากาศ โดยโคเวสโตรพร้อมนำเสนอโพลีคาร์บอเนตที่มีส่วนประกอบของ พลาสติกรีไซเคิลจากสิ่งเหลือทิ้งหลังบริโภคถึง 90% (PCR หรือ Post–Consumer Recycled)

โคเวสโตรต้องการที่จะขยายฐานกลุ่มผลิตภัณฑ์โพลีคาร์บอเนต ที่ยั่งยืนมากขึ้น อาทิเช่น

  • นำเสนอพลาสติกเกรดใหม่ที่ประกอบด้วยวัตถุดิบรีไซเคิลกว่า 90%
  • โพลีคาร์บอเนตที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ ด้วยส่วนประกอบที่ยั่งยืนสูงถึง 89%
  • การผนึกกำลังกับ Jabra ในชุดหูฟัง Evolve2

ปัจจุบัน โคเวสโตรคือผู้ผลิตและจำหน่ายโพลีคาร์บอเนต Makrolon ® RE รายใหญ่ โดยพลาสติกตัวนี้มีส่วนผสมของวัตถุดิบหมุนเวียนที่มากถึง 89% นอกจากนี้ สินค้าบางประเภทของโคเวสโตรยังผลิตโดยใช้พลังงานไฟฟ้าแบบหมุนเวียน 100% หนึ่งในนั้นคือโพลีคาร์บอเนต ที่มีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ ด้วยระบบที่ได้รับการรับรองจาก TÜV นับตั้งแต่สิ้นปี 2564

ที่ผ่านมา บริษัทได้จำหน่ายโพลีคาร์บอเนตที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศครั้งแรกของโลกแก่ลูกค้าในภูมิภาคยุโรป โดยซีรีส์ RE เป็นอีกหนึ่งสินค้าขึ้นแท่นในรายการ CQ ตอกย้ำความเป็นโซลูชันหมุนเวียนของโคเวสโตร

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Covestro
อ่านเรื่องราวจากบล็อกของเรา

About pawarit

Check Also

Rymoplast ชู ‘ระบบความเย็น’ กุญแจสำคัญ ดันคุณภาพเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเทียบเท่าของใหม่

ในอุตสาหกรรมการรีไซเคิลพลาสติกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด Rymoplast ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลจากเมือง Markranstädt ประเทศเยอรมนี ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เครื่องจักรที่ทรงพลังอาจไร้ความหมาย หากขาด “ระบบจัดการความร้อน (Thermal Management)” ที่มีประสิทธิภาพ โดยได้จับมือกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง Technotrans เพื่อยกระดับสายการผลิตให้สมบูรณ์แบบ

ABB เปิดตัว โคบอทขัดเงาอัจฉริยะ ‘OmniVance’ แก้เกมขาดแคลนแรงงาน

งานขัดและปัดเงาผิวชิ้นงาน (Surface Finishing) ถือเป็นขั้นตอนปราบเซียนที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมโลหะ พลาสติก และงานไม้ แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับ “ความท้าทายแบบคูณสอง” ทั้งจากความต้องการการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น และวิกฤตขาดแคลนช่างฝีมือ ซึ่งมีข้อมูลคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการผลิตอาจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานถึง 1.9 ล้านตำแหน่งภายในปี 2033