Schneider Electric ผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานระดับโลก เปิดตัว EcoStruxure™ Foresight Operation ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดด้วยสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้น นี่คือแพลตฟอร์มแรกที่นำเอาส่วนของพลังงาน กำลังไฟฟ้า และระบบอาคาร เข้ามารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมทั้งมีพลังจาก AI ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุม สามารถมองเห็น และเข้าใจถึงสิ่งที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างแท้จริง

แพลตฟอร์มนี้ได้เปิดตัวในงาน Innovation Summit North America ที่ Schneider Electric จัดขึ้น ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา มีผู้นำธุรกิจและนักนวัตกรรมทางการตลาดมากกว่า 2,500 รายเข้าร่วมงาน เป็นการเร่งการนำวิธีการนี้ไปสู่การใช้งานจริง เพื่ออนาคตด้านพลังงานที่มีความยืดหยุ่น คุ้มค่า และชาญฉลาดยิ่งขึ้น
จากการมองเห็นการณ์ไกล แล้วนำมาเปลี่ยนให้เป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์โดยใช้แพลตฟอร์มปฏิบัติการรุ่นใหม่นี้ จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถดำเนินการได้อย่างชาญฉลาด รวดเร็ว และให้ความมั่นใจยิ่งขึ้นไปตลอดโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด การผสานรวมระบบอาคารและระบบไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ไม่เพียงแต่จะช่วยขจัดการกระจายตัวของส่วนต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่ EcoStruxure Foresight Operation ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับขั้นตอนทางวิศวกรรม โดยลดการใช้เวลาทางวิศวกรรมได้ถึง 40% และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ถึง 50%
หนึ่งแพลตฟอร์ม สร้างความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด
ด้วยพลัง AI และการใช้งานแบบหลายโดเมน EcoStruxure Foresight Operation จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การเฝ้าตรวจสอบและตอบสนอง แต่ยังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่ปัญหาต่างๆ จะเกิดขึ้น ซึ่งวิธีการทำงานที่ดำเนินอยู่โดยตลอดนี้มาจากการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความก้าวหน้าที่สุด โดยมีการรวบรวมข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียวและวิเคราะห์ข้อมูลในเวลาจริง ทำให้การตัดสินใจภายในสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการส่งมอบนั้นทำได้ดีขึ้น นั่นคือ
- ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นอีกระดับ — โดยการส่งมอบผ่านแพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียว จึงสามารถขจัดจุดบอดและลดความซับซ้อนในการควบคุม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากถึง 50%
- เพิ่มช่วงเวลาทำงานและเพิ่มความยืดหยุ่นสูงสุด — ด้วยระบบเผื่อสำรองที่มีอยู่ในตัวและการวินิจฉัยด้วย AI ทำให้ทุกส่วนได้รับการป้องกันเอาไว้จากแพลตฟอร์มที่มีความแข็งแกร่งและมั่นคง ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันในทางไฟฟ้าและทางกลได้รับการแก้ไขเร็วขึ้น 90%
- ความสามารถในการปรับขนาดที่พร้อมสำหรับอนาคต — รองรับจุดเชื่อมต่อหลายล้านจุดด้วยสถาปัตยกรรมแบบเปิดที่สามารถปฏิบัติการได้จากที่ตั้งหลายแห่ง และทั่วโลก
- การจัดวางระบบทำได้เร็วขึ้น — ด้วยแพลตฟอร์มแบบเปิดที่มีความเพียงหนึ่งเดียวและมีความยืดหยุ่น ซึ่งโดเมนที่มีอยู่ในตัวแพลตฟอร์มได้รับการผสานรวมเข้ากับส่วนต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่นหมายความว่า ระบบมีความพร้อมใช้ได้ตั้งแต่วันแรก และงานทางวิศวกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้เปลี่ยนจากการใช้เวลาหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที ช่วยประหยัดเวลาทางวิศวกรรมได้มากถึง 50% และประหยัดเวลาในการตั้งระบบขนาดใหญ่ได้ถึง 500 ชั่วโมง
ออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต
ทีมงานผู้ดูแลระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น ตั้งแต่ระยะเวลาโครงการที่เร่งรัดและการขาดแคลนทรัพยากร ไปจนถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานส่วนใหญ่ยังต้องอยู่กับระบบ HVAC ระบบแสงสว่าง และระบบจ่ายกำลังไฟฟ้า ซึ่งผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าไปจัดการกับระบบที่ไม่ได้เชื่อมต่อกัน จนอาจมองข้ามความสำคัญในส่วนอื่นๆ ที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน ผลกระทบที่ตามมาก็คือ เกิดต้นทุนเพิ่ม อย่างเช่น ความไม่สมดุลของแรงดันไฟฟ้าที่อาจจะไม่มีใครสังเกตเห็นจนกระทั่งสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยที่โครงข่ายไฟฟ้ากำลังเดินระบบทำความเย็น และค่าไฟฟ้าในช่วง On-Peak พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากขาดการประสานงานระหว่างทีมอาคารและทีมไฟฟ้า
ความไร้ประสิทธิภาพเหล่านี้จะทวีความรุนแรงขึ้นหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความสำคัญต่อภารกิจ อย่างเช่น ศูนย์ข้อมูล โรงพยาบาล และสถานที่ด้านเภสัชกรรม ซึ่งเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้นมีความสำคัญมาก การหยุดทำงานนอกแผนเพียงช่วงเวลาสั้นๆ อาจส่งผลกระทบร้ายแรงได้ การสูญเสียพลังงานยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นไปอีก เนื่องจากตัวอาคารต่างๆ ทำให้พลังงานสูญเสียไปมากถึง 40% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด ดังนั้นความต้องการระบบควบคุมแบบอัจฉริยะที่เป็นหนึ่งเดียวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ ระบบต่างๆ ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น และบุคลากรที่มีประสบการณ์นั้นหาได้ยากขึ้น ทีมงานผู้ดูแลระบบและอุปกรณ์จึงต้องการเครื่องมือที่สามารถช่วยให้การดำเนินงานทำได้ง่ายขึ้น
Manish Kumar รองประธานบริหารฝ่ายพลังงานดิจิทัลของ Schneider Electric กล่าวว่า — “EcoStruxure™ Foresight Operation เปรียบเสมือนผู้ช่วยปฏิบัติการอัจฉริยะที่ไม่เคยหลับใหล ช่วยนำทีมงานให้ก้าวต่อไปได้เร็วขึ้น คิดอย่างชาญฉลาดขึ้น และขับเคลื่อนผลกระทบให้อยู่ในจุดสำคัญที่สุด เป็นการยกระดับความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน พร้อมกับลดความซับซ้อนของระบบต่างๆ ให้เข้าไปอยู่ในอินเทอร์เฟซเดียว”
Manish Kumar กล่าวเสริมอีกว่า — “แพลตฟอร์มนี้ได้ผสานรวมทั้งโดเมนด้านพลังงาน กำลังไฟฟ้า และอาคาร ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อการควบคุมและกำกับดูแล นั่นหมายความว่า ในที่สุดแล้วระบบต่างๆ มีการสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน เปลี่ยนความซับซ้อนให้กลายเป็นความเรียบง่าย เป็นการปลดล็อกสิ่งที่องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องมีเพื่อการเติบโตในโลกที่มีความต้องการมากขึ้นจากพลังงานทุกๆ วัตต์ ในทุกวินาที และทุกพื้นที่”
ที่มา: Schneider Electric
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








