เทคโนโลยีพลาสมาของ Graforce กำลังเร่งความก้าวหน้าในเศรษฐกิจไฮโดรเจนและการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์

Graforce กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ในการผลิตไฮโดรเจนและการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยเทคโนโลยีพลาสมาแบบตัดขวาง (cross-cutting plasma) หรือ พลาสมาไลซิส (plasmalysis) เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพปฏิกิริยาเคมีได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดการใช้พลังงานทดแทนได้ 80% เมื่อเทียบกับวิธีการผลิตไฮโดรเจนแบบเดิม โดยใช้ประโยชน์จากผลของการเร่งปฏิกิริยาในพลาสมา ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของพลาสมาไอออไนซ์

พลาสมาไลซิสจะแยกก๊าซธรรมชาติและก๊าซชีวภาพออกเป็นไฮโดรเจนและคาร์บอนแข็ง และแปลงแอมโมเนียหรือของเหลว NH₄ เป็นไฮโดรเจนและไนโตรเจน

นอกจากประสิทธิภาพทางพลังงานแล้ว การสลายตัวของไฮโดรคาร์บอนในพลาสมายังเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ในการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) การแปลงไบโอมีเทนเป็นไฮโดรเจนและคาร์บอนแข็งทำให้สามารถใช้ประโยชน์อันมีค่าจากคาร์บอนแข็งซึ่งเป็นผลพลอยได้ โดยสามารถแยกออกไปไว้ในดินและใช้เป็นวัสดุก่อสร้างได้ จึงช่วยกำจัด CO₂ ออกจากบรรยากาศในทางอ้อมและเป็นไปอย่างถาวร ด้วยศักยภาพในการลด CO₂ ได้มากกว่า 1.5 กิกะตันต่อปี หรือประมาณ 3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เทคโนโลยีนี้จึงเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Graforce ได้สร้างโรงงานสองแห่งในเยอรมนีและออสเตรียภายในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โรงงานทั้งสองแห่งนั้นจะทำการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากก๊าซธรรมชาติและแอมโมเนีย ด้วยกำลังการผลิตไฮโดรเจนสะอาดรวมกันสูงสุด 1.2 ตันต่อวัน ส่วนคาร์บอนแข็งที่เกิดจากการสลายตัวของมีเทน จะถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงดินทางการเกษตร

Jens Hanke ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Graforce เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ว่า — “เทคโนโลยีพลาสมาของเราได้ยุติวัฏจักรวัสดุที่มีความสำคัญมาก และยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และผลิตความร้อนที่ปราศจากคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนที่ยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ”

เทคโนโลยีพลาสมาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้างในด้านต่างๆ เช่น การแยกไฮโดรคาร์บอนและแอมโมเนีย การผลิตมีเทนสังเคราะห์ และการบำบัดน้ำเสีย สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันถึงบทบาทของเทคโนโลยีพลาสมาแบบตัดขวาง โดยเสนอวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนให้กับภาคส่วนสำคัญ เช่น น้ำมันและก๊าซ อุตสาหกรรมเคมี การผลิตพลังงาน และการเคลื่อนที่

Graforce ได้ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในด้านวิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้างเพื่อปรับขนาดของโรงงานในแบบมอดูลาร์ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อปลดล็อกศักยภาพด้านเทคนิคและการพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ และ Graforce ยังพร้อมที่จะขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีไฮโดรเจนไปทั่วโลก

ที่มา: Graforce GmbH

About pawarit

Check Also

ถอดบทเรียน Mars และ Mondelez กับแผนเป้าหมายผลิตบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกปี 2025

สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการขนมขบเคี้ยวระดับโลกอย่าง Mars และ Mondelez International เปิดเผย Sustainability Report ประจำปี 2025 อัปเดตความคืบหน้าการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ แม้ทั้งสองบริษัทจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนในการลดพลาสติก แต่ก็ยังมีอีกหลายมิติที่พลาดเป้าหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลและ Supply …

CJ Foods ทุ่มสร้างโรงงานเพาะเลี้ยงสาหร่ายบนบก ผสานเทคโนโลยีการผลิตรับมือ Climate Change ดัน K-Food สู่ตลาดโลก

อุตสาหกรรมการผลิตอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Supply Chain ล่าสุด CJ Foods บริษัทแม่ของแบรนด์ดังอย่าง Bibigo เตรียมก่อสร้างโรงงานเพาะเลี้ยงสาหร่ายบนบกเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบและตอบสนองความต้องการอาหารเกาหลีที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด