Kawasaki Heavy Industries เริ่มเดินสายการผลิตเพื่อการพาณิชย์สำหรับหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เพื่อตอบสนองความต้องการด้านระบบอัตโนมัติ หลังสถานพยาบาลในญี่ปุ่นเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานขั้นวิกฤต โดยหวังทดแทนภาระงานขนส่งเวชภัณฑ์และตัวอย่างตรวจทางเทคนิค หลังจากทดลองแล้วลดระยะเวลาการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้ถึง 2,700 ชม. ต่อปี

จากการทดสอบใช้งานจริงที่โรงพยาบาล Yokohama City Minato Red Cross ขนาด 624 เตียง พบว่าการนำหุ่นยนต์รุ่น Forro จำนวน 2 ตัวมาปฏิบัติงาน ช่วยลดเวลาการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้ถึง 2,700 ชั่วโมงต่อปี โดยตัวหุ่นยนต์มีความเร็วในการเคลื่อนที่ 2–4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมช่องเก็บเวชภัณฑ์และตัวอย่างสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
โรงพยาบาลระบุว่าเดิมทีต้องใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทางและพยาบาลเดินเท้าและใช้ลิฟต์เฉลี่ย 4 นาทีต่อรอบข้ามระหว่างอาคาร 8 ชั้น โดยเฉพาะกะดึกที่พยาบาลต้องทำหน้าที่นี้เอง แต่หลังจากการนำหุ่นยนต์มารับช่วงวิ่งขนส่งวันละกว่า 15 รอบและรับหน้าที่ช่วงเวลากลางคืน พยาบาลจึงสามารถประจำอยู่ที่หอผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโดยตรง
Kawasaki Heavy พัฒนาหุ่นยนต์ Forro ขึ้นตั้งแต่ปี 2021 และส่งมอบให้แก่สถาบันทางการแพทย์แล้ว 12 แห่ง ล่าสุดได้เปลี่ยนจากการจ้างผลิตภายนอก มาเปิดสายการผลิตเองที่โรงงานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมในเมืองโกเบอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่จะผลิตได้ราว 50 ตัว ภายในปีงบประมาณนี้ และขยายไปสู่หลายร้อยตัวต่อปีในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก่อนผลิตได้ระดับหลักพันตัวต่อปีในอีก 10 ปีข้างหน้า
หากไปถึงเป้าหมายสูงสุดได้ การผลิตหุ่นยนต์ทางการแพทย์จะสร้างรายได้ให้องค์กรหลายหมื่นล้านเยน แต่การรุกตลาดนี้ของ Kawasaki Heavy ไม่ได้เกิดขึ้นแค่บริษัทเดียว เพราะมีคู่แข่งจำนวนมากที่บุกตลาดนี้เช่นกัน โดยมีบริษัทที่น่าสนใจดังนี้
- Mitsubishi Electric: เตรียมเปิดตัวหุ่นยนต์จัดส่งในเดือนตุลาคม โดยชูจุดแข็งด้านการเชื่อมต่อระบบลิฟต์ของบริษัท เพื่อให้เคลื่อนที่ข้ามชั้นในอาคารเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ
- Panasonic Holdings: ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีหุ่นยนต์ขนส่งมาตั้งแต่ปี 2010 ที่มีสถิติการทำงานต่อเนื่องโดยไม่เกิดอุบัติเหตุยาวนานกว่าทศวรรษ
- DFA Robotics: สตาร์ตอัปจากโตเกียวที่ขยายโซลูชันครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ส่งเอกสารและหุ่นยนต์ทำความสะอาด
- Asahi Surgical Robotics: ในเครือ Asahi Intecc มุ่งเน้นการพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งช่วยลดจำนวนศัลยแพทย์ผู้ช่วยลงได้ 1 คนตลอดการผ่าตัดที่กินเวลานานถึง 5 ชั่วโมง
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากแนวโน้มประชากรสูงวัย โดยสถาบัน Recruit Works ประเมินว่าภาคสาธารณสุขของญี่ปุ่นจะขาดแคลนบุคลากรสูงถึง 810,000 คนภายในปี 2040 โดยความต้องการพุ่งขึ้น 20% แตะ 4.67 ล้านคน ขณะที่ปริมาณแรงงานคงที่อยู่ที่ 3.86 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ศ. Ko Arai จากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ระบุว่า โรงพยาบาลเอกชนของญี่ปุ่นยังมีสถานะทางการเงินจำกัดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้การลงทุนด้านระบบสนับสนุนเบื้องหลังยังคงตามหลังการลงทุนในอุปกรณ์การแพทย์หลัก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุนให้เห็นชัดเจน
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย





