ในอุตสาหกรรมกล้องถ่ายภาพ ไม่มีอะไรที่น่าหงุดหงิดใจไปกว่าการที่เลนส์รุ่นใหม่ออกวางขาย แต่กลับต้องรอคิวจองนานนับเดือนเพราะ “ผลิตไม่ทัน” ล่าสุด Nikon ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ด้วยการประกาศลงเสาเข็มเริ่มก่อสร้างอาคารผลิตเลนส์แห่งใหม่สองอาคาร เพื่อยกระดับสายการผลิตให้ยืดหยุ่นและอัจฉริยะยิ่งกว่าเดิม

ปักหมุดที่โทจิงิ: การลงทุนครั้งใหญ่เพื่ออนาคต
เมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา Nikon ได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์เริ่มการก่อสร้างอาคารใหม่ ณ เมืองโอตาวาระ จังหวัดโทจิงิ (ห่างจากโตเกียวไปทางเหนือราว 145 กิโลเมตร) บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร โดยทุ่มงบประมาณสูงถึง 25,000 ล้านเยน (ประมาณ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อสร้างฐานการผลิตเลนส์ถ่ายภาพและเลนส์อุตสาหกรรมที่ทันสมัยที่สุด
“Mixed-Flow” และ “Automation”: หัวใจสำคัญของความเร็ว
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ขนาดของโรงงาน แต่คือ “ระบบการผลิต” ภายในที่ Nikon เรียกว่า Mixed-flow production system > “ระบบนี้จะช่วยให้สายการผลิตเดียวสามารถประกอบสินค้าได้หลากหลายรุ่นพร้อมกัน ผสานกับการใช้ระบบโลจิสติกส์อัตโนมัติภายในอาคาร ทำให้เราสามารถปรับตัวตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทันที” Nikon ระบุในแถลงการณ์
หากมองในมุมของผู้บริโภค นี่คือข่าวดี เพราะที่ผ่านมาเลนส์ยอดฮิตอย่าง Z 180-600mm หรือ Z MC 105mm Macro มักจะประสบปัญหา “ผลิตไม่ทันความต้องการ” จน Nikon Japan ต้องออกมาแถลงการณ์ขอโทษลูกค้าอยู่บ่อยครั้ง ระบบใหม่นี้จะเข้ามาปิดจุดอ่อนเรื่องความล่าช้า และทำให้ Nikon สามารถปั๊มเลนส์รุ่นที่ตลาดต้องการออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเปลี่ยนไลน์การผลิตใหม่ทั้งหมด
นอกจากส่วนการผลิตที่ล้ำสมัยแล้ว อาคารใหม่ทั้งสองหลัง ซึ่งมีทางเดินเชื่อมถึงกัน ยังถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรกับทั้งพนักงานและผู้มาเยือน:
- พื้นที่นิทรรศการ: เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมเทคโนโลยีและประวัติศาสตร์ด้านออปติกของ Nikon
- ดีไซน์ที่เข้าใจ “แสง”: ในฐานะบริษัทกล้อง อาคารจึงถูกออกแบบให้มีพื้นที่เปิดโล่งและรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงานและการพักผ่อน
Nikon คาดการณ์ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงฤดูร้อนของปี 2027 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เราน่าจะได้เห็นกำลังการผลิตเลนส์ตระกูล Nikkor Z พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความสามารถในการผลิตเลนส์เฉพาะทางอย่าง เลนส์กล้องจุลทรรศน์ ที่ต้องการความแม่นยำสูงอีกด้วย
การขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Nikon ไม่ได้มองเพียงแค่การขายกล้อง แต่กำลังเตรียมความพร้อมในฐานะผู้นำด้าน Optics ที่แข็งแกร่งที่สุดรายหนึ่งของโลก เพื่อลดช่องว่างระหว่าง “คำสั่งซื้อ” และ “การส่งมอบ” ให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








