ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยาจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Roche กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในสายการผลิต หลังจากผลการทดสอบทางคลินิกเฟส 2 ของยา CT-388 เผยให้เห็นประสิทธิภาพที่น่าทึ่ง โดยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เฉลี่ยถึง 22.5% ภายในเวลา 48 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายเจ้าตลาดเดิมอย่าง Novo Nordisk และ Eli Lilly อย่างมาก

โจทย์ใหญ่: การขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับดีมานด์โลก
จากแนวโน้มที่คาดการณ์ว่าภายในปี 2035 ประชากรกว่าครึ่งโลกจะประสบภาวะน้ำหนักเกิน ทำให้ Roche ต้องเร่งวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการผลิตขนานใหญ่ โดยอาศัยฐานการผลิตที่ครอบคลุมหลายทวีป ทั้งจาก Genentech ในสหรัฐฯ และ Chugai Pharmaceutical ในญี่ปุ่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตยาฉีดใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection) ที่ต้องใช้กระบวนการทางชีวภาพขั้นสูง
ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายผลิตต้องเผชิญ:
- ความซับซ้อนของตัวยา: CT-388 ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนทั้ง GLP-1 และ GIP ซึ่งต้องใช้กระบวนการผลิตทางชีวภาพที่ละเอียดอ่อน
- มาตรฐานคุณภาพและโลจิสติกส์: การผลิตยาฉีดต้องการการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) ที่มีประสิทธิภาพสูง
- โอกาสในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน: ผลทดสอบระบุว่าผู้ป่วยกลุ่ม Pre-diabetic กว่า 73% กลับมามีระดับน้ำตาลปกติหลังจากใช้ยา ซึ่งอาจขยายฐานการผลิตไปสู่กลุ่มการรักษาโรคเมตาบอลิซึมวงกว้าง
การแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมยา
ในขณะที่ Roche กำลังเร่งแผนงาน คู่แข่งในอุตสาหกรรมต่างก็ไม่นิ่งเฉย:
- Novo Nordisk และ Eli Lilly ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดหลัก
- Amgen กำลังพัฒนาตัวยาที่ฉีดเพียงเดือนละครั้ง ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านโลจิสติกส์
- Pfizer และ AstraZeneca มุ่งเน้นไปที่ยาลดน้ำหนักแบบเม็ด เพื่อเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างการผลิตจากยาฉีดเป็นยารับประทาน
สำหรับ Roche ความท้าทายในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสูตรยา แต่คือการเปลี่ยนผ่านผลลัพธ์จากห้องแล็บสู่ “การผลิตเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่” โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงที่บริษัทสั่งสมมาตั้งแต่ปี 1896 เพื่อชิงพื้นที่ในสมรภูมิตลาดลดน้ำหนักที่มีมูลค่ามหาศาลนี้
ที่มา: https://manufacturingdigital.com/news/how-roche-is-scaling-production-after-obesity-breakthrough
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








