ตลาด Smart Manufacturing โตต่อเนื่อง คาดพุ่งแตะ 2.74 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2030 ขณะที่บิ๊กเทค 10 อันดับแรกมุ่งเป้าพัฒนา AI และซอฟต์แวร์

จากรายงาน “Industry 4.0 & Smart Manufacturing Market Report 2026–2030” โดย IoT Analytics ระบุว่า ตลาดเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าสูงถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย (CAGR) ที่ 9.3% จนแตะระดับ 2.74 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 โดยมีเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์ระดับอุตสาหกรรม” (Industrial AI) เป็นฟันเฟืองสำคัญที่กำลังพลิกโฉมวงการ

5 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ได้แก่:

  1. แรงกดดันด้านต้นทุน: ผู้ผลิตเผชิญกับต้นทุนค่าแรง พลังงาน และวัตถุดิบที่สูงขึ้น จึงต้องหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดความสูญเสีย
  2. สถานการณ์โลก: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาซัพพลายเชน ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิต (Reshoring) ไปยังพื้นที่ที่มีต้นทุนสูงกว่า ทำให้จำเป็นต้องใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาชดเชย
  3. ปัญหาแรงงาน: ภาวะขาดแคลนแรงงานทักษะและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป บังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ทำงานร่วมกับมนุษย์หรือทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป
  4. ความพร้อมของเทคโนโลยี: เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Edge Computing และ Cloud มีความเสถียรมากขึ้น ทำให้การเชื่อมต่อระบบปฏิบัติการ (OT) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เข้าด้วยกันทำได้ง่ายขึ้น
  5. AI ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม: ผู้บริหารระดับสูงต่างเร่งรัดให้นำ AI มาใช้ในโรงงาน โดยเฉพาะเทรนด์ของ “Physical AI” ระบบ AI ที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับโลกกายภาพได้ ซึ่งผลักดันโดยบริษัทอย่าง NVIDIA กำลังเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเพียงการวิเคราะห์ข้อมูล ไปสู่ระบบที่สามารถตัดสินใจและลงมือทำได้จริงบนพื้นที่โรงงาน

กลยุทธ์ของ 10 ผู้จำหน่ายเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

ตลาดการผลิตอัจฉริยะมีผู้เล่นในตลาดมากกว่า 750 ราย แต่ 10 บริษัทผู้นำตลาด (เช่น ABB, Siemens, Emerson, Schneider Electric, Honeywell, Rockwell Automation, Accenture, Yokogawa, Mitsubishi Electric และ Endress+Hauser) มีจุดยืนที่ตรงกัน คือ การเปลี่ยนผ่านจากบริษัทที่เน้นฮาร์ดแวร์ ไปสู่สถาปัตยกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และผสมผสาน AI (Software-defined, AI-infused architectures)

บริษัทชั้นนำต่างตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมให้ก้าวไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติที่สั่งการด้วยระบบการรับรู้ขั้นสูง (Perception-driven, autonomous operations) ตัวอย่างเช่น Siemens ที่ลงทุนใน Industrial AI มากกว่า 1 พันล้านยูโร หรือ ABB ที่มุ่งเน้นการสร้างโมเดลระบบปฏิบัติการที่ใช้ซอฟต์แวร์เป็นศูนย์กลาง

บทสรุป แนวโน้มของอุตสาหกรรมการผลิตในทศวรรษหน้ากำลังถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และซอฟต์แวร์อัตโนมัติ ซึ่งจะเข้ามาตอบโจทย์ความท้าทายด้านวิกฤตแรงงานและการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนของโลก ผู้ผลิตที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้ได้เร็ว จะเป็นผู้ที่กุมความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดยุคหน้าอย่างแท้จริง

(ที่มา: สรุปจากบทความ The top 10 smart manufacturing technology vendors – IoT Analytics)

About pawarit

Check Also

ขอเชิญร่วมงานมหกรรมคัดเลือกสินค้าและโซลูชันสู่ตลาด E-Commerce – TESE 2026, 6-8 สิงหาคมนี้

มาเดินงานทั้งที ต้องได้อะไรกลับไปมากกว่าแรงบันดาลใจ! รวมสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับเมื่อเข้าร่วมงาน TESE 2026

Nippon Steel ผนึก ABB ดึง AI บริหารโรงงานปูนซีเมนต์ ดันคุณภาพ ประหยัดพลังงาน

บริษัท Nippon Steel Blast Furnace Slag Cement ได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญที่โรงงานในเมืองมุโระรัง (Muroran) เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น หลังตัดสินใจนำระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะจาก ABB เข้ามาควบคุมสายการผลิตแบบเต็มรูปแบบ หวังเร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนและแรงงาน