โดย คุณภัทร จิระพงษ์ ERP Technical Leader จาก Thai NS Solutions จากเวทีสัมมนาออนไลน์แห่งปี MTT Virtual Conference 2026 ภายใต้ธีม Manufacturing Tech, AI & Engineering Trends เมื่อวันที่ 1-2 เมษายน 2026

จากงานสัมมนาออนไลน์ MTT Virtual Conference 2026: Manufacturing Tech, AI & Engineering Trends โดยทีมงาน ManuTalkThai หนึ่งในเนื้อหาการบรรยายที่สามารถตอบโจทย์ Pain Point ของภาคอุตสาหกรรม คือ หัวข้อ“Agentic AI Orchestration by Power Platform for Intelligent ERP System” โดย คุณภัทร จิระพงษ์ ERP Technical Leader จาก Thai NS Solutions ที่มาเจาะลึกถึงสถาปัตยกรรมเบื้องหลังการนำ AI ระดับเอเจนต์ (Agentic AI) มาผสานพลังกับ Microsoft Power Platform เพื่อพลิกโฉมการจัดการเอกสารในระบบ ERP แบบถอนรากถอนโคน ทางทีมงานได้เรียบเรียงสรุปเนื้อหาเชิงลึกและขั้นตอนการทำงานแบบละเอียดมาให้ทุกท่านแล้ว
ปัญหาส่วนใหญ่ของระบบ ERP ในภาคอุตสาหกรรม
ในโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจการผลิต การจัดการเอกสาร เช่น ใบสั่งซื้อ (PO), ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หรือใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ที่มาจากซัพพลายเออร์หลายร้อยราย มักมีรูปแบบ (Format) ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างตายตัว (Unstructured Data)
ความท้าทายเดิมที่พบเจอ:
- RPA แบบเดิมทำไม่ได้: ระบบอัตโนมัติแบบดั้งเดิม (RPA) ต้องอาศัยการตั้งกฎ (Rule-based) ที่ตายตัว หากฟอร์มเอกสารขยับ หรือเปลี่ยนหน้าตาเพียงเล็กน้อย บอทก็จะทำงานผิดพลาดทันที
- คอขวดที่พนักงาน: พนักงานต้องใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในการอ่าน ตีความ และพิมพ์ข้อมูลเข้าสู่ระบบ ERP ด้วยมือ
- ความผิดพลาดและค่าใช้จ่าย: Human Error จากการพิมพ์ผิด นำไปสู่ปัญหาการสต๊อกของผิดพลาด หรือการจ่ายเงินซ้ำซ้อน
ยกระดับจาก Generative AI สู่ “Agentic AI”
คุณภัทร ได้ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่สำคัญของการนำ AI มาใช้ ในอดีตเราใช้ Generative AI เพียงแค่ถาม-ตอบ (Chat) แต่ Agentic AI คือการมอบหมายให้ AI มีสถานะเป็น “ตัวแทน (Agent)” ที่สามารถ:
- คิดและวางแผน (Reasoning): เข้าใจบริบทของเอกสาร เช่น รู้ว่า “Total Amount” ของซัพพลายเออร์เจ้านี้ คือคำว่า “ยอดรวมสุทธิ” ของอีกเจ้า
- ลงมือทำ (Action): สามารถเรียกใช้เครื่องมือ (Tool Calling) ดึงข้อมูลไปค้นหาในฐานข้อมูลว่ามีรหัสสินค้านี้อยู่ในระบบหรือไม่
- ตัดสินใจและส่งต่อ (Orchestration): จัดการเวิร์กโฟลว์ตามเงื่อนไขทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด
สถาปัตยกรรมการทำงาน (Architecture & Workflow)
การสร้าง Intelligent ERP System ในเซสชันนี้ อาศัย Microsoft Power Platform เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการผสานระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมีขั้นตอนการทำงานแบบ End-to-End ดังนี้:
1. Data Ingestion (การรับเข้าข้อมูล)
- เครื่องมือ: Power Automate
- การทำงาน: เมื่อมีอีเมลแนบไฟล์ PDF ส่งเข้ามาจากซัพพลายเออร์ หรือมีการอัปโหลดไฟล์ลงใน SharePoint ระบบ Power Automate จะถูก Trigger ให้เริ่มทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ
2. Cognitive Extraction (การสกัดข้อมูลด้วยสมองกล)
- เครื่องมือ: AI Builder / Copilot Studio ผสานการทำงานร่วมกับโมเดล GPT
- การทำงาน: AI จะทำการ “อ่าน” เอกสารเหล่านั้น แม้จะเป็นไฟล์สแกนที่เบี้ยว หรือฟอร์มที่ไม่เคยเห็นมาก่อน AI จะใช้ความเข้าใจเชิงบริบท (Contextual Understanding) เพื่อดึงข้อมูลสำคัญออกมา เช่น ชื่อบริษัท, รหัสสินค้า, จำนวน, ราคาต่อหน่วย และยอดรวม จากนั้นแปลงให้อยู่ในรูปแบบ Structured Data เช่น JSON
3. Agentic Orchestration & Data Validation (การตรวจสอบและร้อยเรียงเวิร์กโฟลว์)
- เครื่องมือ: Power Automate + Agentic AI
- การทำงาน: นี่คือหัวใจสำคัญ AI จะไม่แค่ส่งข้อมูลดื้อ ๆ แต่จะทำตัวเป็นเอเจนต์ไปตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูล ERP ก่อน เช่น:
Cross-check: รหัสสินค้า “ABC-123” ในเอกสาร ตรงกับรหัส “ITEM_A_123” ใน Master Data ของระบบหรือไม่?
Validation: ยอดรวมใน Invoice ตรงกับจำนวนสินค้าคูณราคาต่อหน่วยหรือไม่? (3-Way Matching เบื้องต้น)
4. Human-in-the-Loop (การตัดสินใจโดยมนุษย์)
- เครื่องมือ: Power Apps และ Microsoft Teams
- การทำงาน: หาก AI ตรวจสอบพบความผิดปกติ มีข้อมูลที่ไม่มั่นใจ (Low Confidence Score) หรือเป็นยอดเงินที่สูงเกินเกณฑ์ ระบบจะส่งการแจ้งเตือน (Adaptive Card) ไปยัง Microsoft Teams ของพนักงานที่รับผิดชอบ พนักงานสามารถคลิกเปิดหน้าจอ Power Apps เพื่อดูเอกสารต้นฉบับเทียบกับข้อมูลที่ AI สกัดมา ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง และกด “อนุมัติ”
5. ERP Integration (การบันทึกเข้าระบบเป้าหมาย)
- เครื่องมือ: Power Automate Premium Connectors
- การทำงาน: เมื่อข้อมูลผ่านการตรวจสอบ หรือ AI มั่นใจ 100% ระบบจะยิง API นำข้อมูลทั้งหมดไปสร้างเป็น Record ใหม่ในระบบ ERP เช่น Dynamics 365, SAP หรือ Oracle ได้ทันที
บทสรุป: การทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างยั่งยืน
สิ่งที่คุณภัทร เน้นย้ำในตอนท้ายคือ เทคโนโลยี Agentic AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “แทนที่” คน แต่เข้ามาเพื่อ “ยกระดับ” ให้พนักงานก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ เปลี่ยนจากการทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ป้อนข้อมูล (Data Entry) สู่การเป็น ผู้พิจารณาและควบคุมข้อมูล (Data Reviewer & Controller) ที่ใช้เวลาไปกับงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้อย่างแท้จริง
การนำ Power Platform มาทำหน้าที่เป็น Orchestrator ช่วยให้องค์กรสามารถเริ่มต้นทำระบบนี้ได้ไวขึ้น (Low-code/No-code) มีความปลอดภัยระดับองค์กร (Enterprise-grade Security) และพร้อมสเกลขยายไปยังแผนกอื่น ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ
รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่:
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







