Agibot เปิดตัว G2 หุ่นยนต์แบบอินเทอร์แอกทีฟยุคถัดไปในระดับอุตสาหกรรม

Agibot เปิดตัว G2 หุ่นยนต์แบบอินเทอร์แอกทีฟในระดับอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ โดยได้รวมจุดเด่นต่างๆ เอาไว้ ทั้งข้อต่อเพื่อการเคลื่อนไหวที่มีสมรรถนะสูง เซนเซอร์แรงบิดที่มีความละเอียดแม่นยำสูง และระบบรับรู้เชิงพื้นที่ขั้นสูง

ฮาร์ดแวร์ที่มีความก้าวหน้า

Agibot G2 เป็นรุ่นอัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้านี้ที่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2566 ทำให้ G2 กลายเป็นหุ่นยนต์มาตรฐานระดับโลกที่ใช้เพื่อการทำงานแบบองค์รวมในระดับอุตสาหกรรม โดยมีจุดแข็งที่สำคัญด้านฮาร์ดแวร์สามส่วน คือ แอคชูเอเตอร์ ข้อต่อประสิทธิภาพสูง และเซนเซอร์หลายประเภท ช่วยให้สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้รอบทิศทา

การออกแบบส่วนเอวให้เคลื่อนไหวได้อิสระ 3 องศา ช่วยจำลองการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้ละเอียดแม่นยำ เช่น การก้ม การบิด และการส่ายไปด้านข้าง ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นแขนควบคุมแรงสำหรับข้อมือรูปกากบาทรุ่นแรกของโลกที่ติดตั้งเซนเซอร์แรงบิดความแม่นยำสูงไปตลอดทั้งแขน โดยสามารถตรวจจับแรงภายนอกได้ในเวลาจริง และตอบสนองได้อย่างราบรื่นผ่านการควบคุมอิมพีแดนซ์

นอกจากนี้ ยังออกแบบชุดเครื่องมือเพื่อให้การติดตั้งได้รวดเร็ว ช่วยให้ผู้ใช้ที่ไม่ใช่มืออาชีพสามารถตั้งค่าได้โดยไม่ต้องอาศัยทักษะพิเศษ ในขณะที่ชุดแบตเตอรี่แบบคู่ได้รับการออกแบบให้สามารถสับเปลี่ยนได้และมีฟังก์ชันการชาร์จอัตโนมัติ รองรับการทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับการทำงานของสายการผลิตในโรงงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นวัตกรรม AI แบบอินเทอร์แอกทีฟ

Agibot G2 ได้ทลายข้อจำกัดของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมซึ่งทำงานเพียงทิศทางเดียว และยังสร้างประสบการณ์การทำงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดยอาศัยพลังขับเคลื่อนคู่กันของ “interaction + AI”


ด้วยโมเดลพื้นฐานขนาดใหญ่ GO-1 ที่ Agibot พัฒนาขึ้นเอง และโมเดลระดับโลก GE-1 ทำให้หุ่นยนต์ G2 ยกระดับการจัดการงานที่มีความซับซ้อนและมีลำดับขั้นตอนยาวๆ ไว้ได้อย่างครอบคลุม


GO-1 มีความโดดเด่นจากสถาปัตยกรรม “3-layer brain” (สมอง 3 ชั้น) โดยเริ่มต้นจาก VLM สำหรับการรับรู้ ตามด้วย Latent Planner สำหรับการวางแผน และ Action Expert สำหรับการดำเนินการ ช่วยให้หุ่นยนต์ “เข้าใจได้ด้วยคำสั่งเดียว และทำงานทั้งหมดได้สำเร็จ”


GE-1 มาพร้อมกับความสามารถในการคาดการณ์ฉากทัศน์ในอนาคตทั้งเวลาและสถานที่ ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถ “ฝึกซ้อม” การทำกิจกรรมต่างๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มองเห็น เพื่อจัดการกับการทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างต่อเนื่อง


ด้วยพลังประมวลผลออนบอร์ดของ NVIDIA Jetson Thor T5000 ที่สูงถึง 2070 TFLOPS (FP4) ทำให้ G2 สามารถตอบสนองและตัดสินใจได้ในเวลาจริง การประมวลผลจากสตรีมเซนเซอร์หลายตัวที่อยู่ภายในโดยมีเวลาแฝงต่ำกว่า 10 มิลลิวินาที ซึ่งค่าที่ตั้งไว้นี้ช่วยให้โมเดล AI ขนาดใหญ่ เช่น VLA และ LLM สามารถทำงานบนอุปกรณ์ได้โดยตรง ช่วยเพิ่มสมรรถนะโดยรวม พร้อมทั้งลดระยะเวลาการพัฒนาลง โดยโมเดลสามารถฝึกและทดสอบการจำลองเสมือนก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงได้อย่างไร้รอยต่อด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการลองผิดลองถูก

สมรรถนะที่เชื่อถือได้เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์

Agibot G2 ได้เน้นย้ำถึงคุณภาพในระดับอุตสาหกรรมและสมรรถนะที่เชื่อถือได้สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยผ่านการทดสอบส่วนประกอบต่างๆ มากกว่า 130 รายการ และการทดสอบสุดโหด เช่น อุณหภูมิตั้งแต่ -15°C ถึง 50°C การป้องกันไฟฟ้าสถิต และระบบเบรกฉุกเฉิน ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยของระบบอัตโนมัติ และมีการบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อย จึงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ


นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการใช้งานจริง 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยหุ่นยนต์ได้ทำงานร่วมกันกับมนุษย์ในการประกอบกระบอกล็อคเข็มขัดนิรภัยและการขนถ่ายวัสดุ งานต่อมาเป็นงานที่ต้องการความแม่นยำ โดยแสดงถึงการควบคุมแรงของแขนกล และการเรียนรู้ของ AI ทำให้สามารถควบคุมการทำงานที่มีความละเอียดอ่อน เช่น การใส่ RAM ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนงานด้านโลจิสติกส์ มือกล OmniHand สามารถจับพัสดุภัณฑ์ได้หลากหลาย พร้อมระบบนำทางอัตโนมัติที่ครอบคลุมพื้นที่โรงงานได้ถึง 95% และงานสุดท้ายเป็นการนำเที่ยว โดยหุ่นยนต์จะใช้ภาษากายเหมือนมนุษย์ ซึ่งการที่มีเซนเซอร์ 360 องศา ทำให้เกิดความปลอดภัยและการมีส่วนร่วม


สำหรับการคัดแยกในงานโลจิสติกส์ มีการนำระบบนี้มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการป้อนและโหลดพัสดุ โดยใช้มือกล OmniHand (รุ่น professional) ทำให้หุ่นยนต์ G2 มีอิสระในการสัมผัสสูง และมีความคล่องแคล่ว สามารถจับพัสดุที่แตกต่างกันทั้งขนาด รูปร่าง และชนิดวัสดุ ได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ก่อนการโหลดชุดงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันจะเสร็จสิ้นลง G2 อีกตัวหนึ่งจะขนย้ายวัสดุที่อยู่ในลำดับต่อมาไปไว้ในพื้นที่กันชนอย่างรวดเร็วด้วยระบบนำทางอัตโนมัติ ซึ่งความสามารถในการเคลื่อนที่และการเคลื่อนผ่านที่ดีนี้ ทำให้ G2 สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นที่โรงงานได้มากกว่า 95%


สำหรับการใช้ในฉากทัศน์นำเที่ยว หุ่นยนต์ G2 แสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านอินเทอร์แอกทีฟที่แข็งแกร่ง โดยอาศัยฐานความรู้ที่ปรับมาเป็นการเฉพาะ และการออกแบบให้มีอิสระในระดับสูง G2 จึงแสดงภาษากายที่เหมือนมนุษย์ยิ่งขึ้น ทำให้การบรรยายและตอบอธิบายต่างๆ ชัดเจนและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเซนเซอร์ที่อยู่โดยรอบหุ่นยนต์ช่วยให้สามารถรับรู้และคาดการณ์อันตรายได้รอบทิศทาง ทำให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยอย่างเต็มที่
Agibot G2 ยังเสนออินเทอร์เฟซ SDK เพื่อการปรับแต่งเป็นการเฉพาะในอุตสาหกรรม และ Agibot กำลังขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่ด้านความปลอดภัย การตรวจสอบ การศึกษา และการวิจัย

About Suphasin Sueklab

Check Also

จาก AI สู่การครองโลกวิศวกรรม: งาน GTC 2026 ชี้ชัด Nvidia แทรกซึมอยู่ทุกที่

งาน GTC 2026 ของ Nvidia ล่าสุด ไม่ได้มีหน้าฉากแค่เรื่องของ AI เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีโชว์ความเหนียวแน่นกับบรรดามิตรแท้ในวงการซอฟต์แวร์วิศวกรรมอีกด้วย

Microchip เปิดตัว Hybrid MCU แบบ System-in-Package ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานยานยนต์ สำหรับการใช้งานด้านเทคโนโลยีตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร [PR]

ผู้ออกแบบระบบยานยนต์และระบบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (E-Mobility) กำลังนำส่วนตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร (Human-Machine Interface: HMI) ที่มีกราฟิกขั้นสูงมาใช้งานมากขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานและเพื่อรองรับความต้องการโซลูชัน HMI ที่เพิ่มสูงขึ้น Microchip Technology (Nasdaq: MCHP) จึงประกาศเปิดตัว …