Amazon เปิดตัวกลุ่ม R&D ใหม่ มุ่งพัฒนา Agentic AI ปฏิวัติหุ่นยนต์และโลจิสติกส์

Amazon ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ได้ประกาศเปิดตัวกลุ่มวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มใหม่ล่าสุด ภายใต้แผนกผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนา Agentic AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการตัดสินใจ วางแผน และลงมือทำได้ด้วยตนเอง

กลุ่ม R&D แห่งใหม่นี้จะประจำอยู่ที่ Lab126 ซึ่งเป็นแผนก R&D ด้านฮาร์ดแวร์ของ Amazon ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอย่าง Amazon Echo และ Kindle

วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งกลุ่มนี้คือ:

  • ปฏิวัติการทำงานของหุ่นยนต์: Amazon เล็งเห็นศักยภาพของ Agentic AI ในการปฏิวัติการทำงานของหุ่นยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า
  • พัฒนาเฟรมเวิร์ก Agentic AI: บริษัทหวังว่ากลุ่มนี้จะพัฒนาเฟรมเวิร์กของ Agentic AI เพื่อนำไปใช้กับโครงการหุ่นยนต์ของบริษัท
  • เพิ่มขีดความสามารถหุ่นยนต์คลังสินค้า: เพื่อเพิ่มความฉลาดและความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนให้กับหุ่นยนต์ในคลังสินค้าของ Amazon ให้สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างอิสระ ทำให้กระบวนการจัดการสินค้าและโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ Amazon ตอกย้ำการลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนหุ่นยนต์ การสร้างกลุ่ม R&D เฉพาะทางสำหรับ Agentic AI ใน Lab126 สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และเป็นการส่งสัญญาณว่า Amazon กำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคใหม่ที่หุ่นยนต์จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

ที่มา : https://techcrunch.com/2025/06/05/amazon-launches-new-rd-group-focused-on-agentic-ai-and-robotics/

About pawarit

Check Also

จาก AI สู่การครองโลกวิศวกรรม: งาน GTC 2026 ชี้ชัด Nvidia แทรกซึมอยู่ทุกที่

งาน GTC 2026 ของ Nvidia ล่าสุด ไม่ได้มีหน้าฉากแค่เรื่องของ AI เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีโชว์ความเหนียวแน่นกับบรรดามิตรแท้ในวงการซอฟต์แวร์วิศวกรรมอีกด้วย

แคสเปอร์สกี้ชี้ การโจมตีซัพพลายเชนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่บริษัทในเอเชียแปซิฟิกพบมากที่สุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา [PR]

การโจมตีซัพพลายเชนกลายเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พบบ่อยที่สุดที่ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญ โดยบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็ระบุว่า การโจมตีซัพพลายเชนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาเช่นกัน จากการศึกษาทั่วโลกของแคสเปอร์สกี้พบว่า บริษัททั่วโลกจำนวนเกือบ 1 ใน 3 ต้องเผชิญกับภัยคุกคามซัพพลายเชนในรอบปีที่ผ่านมา ข้อมูลที่น่าสังเกตคือ พบความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนในประเทศต่างๆ ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก เช่น จีน ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเพิ่มการป้องกันทางไซเบอร์ทั่วทั้งภูมิภาค