HERE Technologies ผู้นำระดับโลกด้านบริการแผนที่และข้อมูลระบุตำแหน่ง จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปี HERE Directions Bangkok 2026 ร่วมกับอเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) พร้อมผนึกผู้นำภาครัฐ ผู้ผลิตยานยนต์ บริษัทเทคโนโลยี และนักนวัตกรรมในอุตสาหกรรมชั้นนำ เผยแนวทางและเทรนด์การนำเทคโนโลยีข้อมูลสถานที่เชิงลึกด้วย AI (AI-powered location intelligence) ในการกำหนดทิศทางอนาคตการขนส่งไทย โดยชูระบบการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ (Real-time decisions) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระบบการสัญจร (Connected Mobility) ตั้งแต่การเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน การวางแผนเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ยานยนต์ยุคใหม่ในประเทศไทย

HERE Technologies ชู 4 เทรนด์สำคัญ พลิกโฉมการเดินทางและขนส่งในประเทศไทย
ภายในงาน HERE Directions Bangkok 2026 ได้มีการเผย 4 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเดินทางของผู้คน การใช้งานยานพาหนะ รวมถึงแผนผังเมืองในประเทศไทย ได้แก่:
1. ความปลอดภัยบนท้องถนนที่ยังคงเป็นวาระแห่งชาติ
ให้ความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ ดังนั้นระบบนำทางอัจฉริยะ เช่น การแจ้งเตือนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ การแจ้งเตือนสภาพถนน การแนะนำเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด และข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ จึงกลายเป็นเครื่องมือชุดสำคัญในการช่วยตัดสินใจการขับขี่ได้อย่างปลอดภัย

ดีออน นิวแมน (Deon Newman) รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก HERE Technologies กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการสัญจรซึ่งกำลังพลิกโฉมการขนส่งผู้คนและสินค้า จากการเปลี่ยนผ่านมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประสบการณ์การขับขี่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความคาดหวังด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้การตัดสินใจแบบเรียลไทม์มีความจำเป็นและสำคัญมากอย่างยิ่ง และเมื่อยานยนต์สามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้นและควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (Software-defined) ข้อมูลสถานที่เชิงลึกจะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ ภาคธุรกิจ และเมืองต่างๆ สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และชาญฉลาดแบบเรียลไทม์ทันที”
2. การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดด
การเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของไทยยังคงได้รับแรงส่งอย่างแข็งแกร่ง จากทั้งนโยบายสนับสนุนของภาครัฐและการเปิดรับของผู้บริโภค ทั้งในกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคล ฟลีทรถเพื่อการพาณิชย์ และระบบขนส่งสาธารณะ
โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เทคโนโลยีการขับเคลื่อนกำลังขยายขอบเขตจากยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ไปสู่ยานยนต์ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), ยานยนต์พลังงานไฮโดรเจน (FCEV) และยานยนต์ไฟฟ้าแบบสองล้อ ซึ่งเมื่อยานพาหนะเหล่านี้ได้มีการเชื่อมต่อข้อมูลและทำงานผ่านซอฟต์แวร์มากขึ้น ข้อมูลสถานที่เชิงลึกที่แม่นยำจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนเส้นทางที่คุ้มค่า การเข้าถึงสถานีชาร์จ และการเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่โดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การเริ่มใช้งานจริงของระบบขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ
อนาคตของการสัญจรกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และระบบนำทางอัตโนมัติ (Navigation on Autopilot: NOA) โดยวิทยากรในงานได้ร่วมพูดคุยถึงการพัฒนายานพาหนะ จากเดิมที่เป็นเพียงระบบนำทางขั้นพื้นฐาน สู่แพลตฟอร์มอันชาญฉลาดที่สามารถเข้าใจบริบทของถนนหนทาง สามารถประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ และช่วยในการตัดสินใจขณะขับขี่เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ความต้องการแผนที่คุณภาพสูงสำหรับทั้งผู้ขับขี่และระบบในตัวรถเพิ่มสูงขึ้น เพื่อสร้างชั้นข้อมูลปัญญาประดิษฐ์แบบบูรณาการ (Unified Intelligence Layer) รองรับนวัตกรรมการเดินทางในอนาคต
4. การเชื่อมต่อข้อมูลของระบบนิเวศ กุญแจสำคัญสู่การวางผังเมืองอัจฉริยะ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นหลักคือ ความสำคัญของการเชื่อมต่อข้อมูลในการสร้างระบบการเดินทางในเมืองให้มีประสิทธิภาพและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น โดยภายในงาน ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองประธาน มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (iTIC) และผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อเรื่อง “Connecting Data for Smart Mobility” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเราสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับข้อมูลที่มีอยู่โดยเอามาซ้อนทับกันของข้อมูลทำให้เกิดมุมมองหลายมิติ ซึ่งได้นำเสนอโครงการถนนไทยไร้จุดเสี่ยงที่นำข้อมูลโครงสร้างถนนมาซ้อนทับกับข้อมูลประวัติการเกิดอุบัติเหตุและข้อมูล GPS ที่สะท้อนพฤติกรรมการขับขี่ ทำให้เรามองเห็นจุดเสี่ยงใหม่ๆที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้
“การสร้างเมืองที่ชาญฉลาดและยั่งยืนต้องอาศัยมากกว่าแค่เทคโนโลยี นั่นคือความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูลข้ามหน่วยงาน เมื่อข้อมูลเชื่อมได้อย่างไร้รอยต่อ จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้อมูลเมือง ทำให้เห็นมุมมองมิติใหม่ๆมาช่วยในการตัดสินใจ ช่วยเพิ่มบริการใหม่ๆ ให้กับเมืองอัจฉริยะได้” ดร.ภาสกร เน้นย้ำ

วิสัยทัศน์แห่งอนาคตจากผู้นำอุตสาหกรรม
งานสัมมนาในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรในองค์กรชั้นนำ อาทิ AWS, depa, DTC, neueHCT และ Toyota Motor Asia มาร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของระบบขนส่งเชื่อมโยง ระบบโลจิสติกส์ และระบบนิเวศการเดินทางอัจฉริยะ นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญอีกประการคือการนำเสนอและการสาธิตนวัตกรรมแบบอินเทอร์แอคทีฟโดย neueHCT ซึ่งนำเทคโนโลยีการขับขี่พลัง AI มาจัดแสดง เพื่อแสดงให้เห็นถึงการยกระดับความปลอดภัยและความชาญฉลาดในการเดินทาง โดยโซลูชันที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ HCT Astra แพลตฟอร์มระบบช่วยขับขี่แบบครบวงจร, HCT Luna โซลูชันกล้องอัจฉริยะประสิทธิภาพสูง และ HCT Orbis ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงสำหรับยานยนต์สองล้อ ซึ่งสะท้อนถึงประเด็นหลักของงาน ทั้งในด้านความปลอดภัย บนท้องถนน ระบบสัญจรอัจฉริยะ และบทบาทของ AI ที่มีต่อระบบขนส่งยุคใหม่

สรุปทิศทางเทคโนโลยีจาก HERE Technologies
งาน HERE Directions Bangkok 2026 ได้สะท้อนให้เห็นว่า AI และระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมต่อกัน รวมถึงเทคโนโลยีโลเคชันอัจฉริยะ ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบคมนาคมยุคใหม่ ท่ามกลางการผลักดันเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยและการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และผู้นำทางเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัย ชาญฉลาด และยั่งยืน

ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








