Identiv ผู้นำด้านการผลิตอุปกรณ์ IoT ประเภท RFID และ BLE ได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการย้ายฐานการผลิตจากสิงคโปร์มายัง กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย อย่างเต็มตัว เพื่อเสริมแกร่งขีดความสามารถในการผลิตแบบหลายส่วนประกอบ (Multicomponent Manufacturing – MCM) รองรับการเติบโตของเทคโนโลยี IoT ขั้นสูง

การย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จในเสาหลักด้าน “Perform” ภายใต้ยุทธศาสตร์ P-A-T (Perform, Accelerate, Transform) ของบริษัท ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพสูงในทำเลที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านฝีมือแรงงานและโครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ในตลาดโลก
“การเปลี่ยนผ่านการผลิตมายังประเทศไทยคือรากฐานสำคัญของ Identiv ในฐานะบริษัท IoT เต็มตัว ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของกระบวนการที่ดำเนินมาตลอด 2 ปี” Kirsten Newquist ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Identiv กล่าว “โรงงานในไทยจะเป็นฐานการผลิตที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยมาตรฐานคุณภาพสูงและต้นทุนที่คุ้มค่า พร้อมรองรับอนาคตของ IoT และการเติบโตอย่างยั่งยืน”
ในปัจจุบัน การใช้งาน IoT ได้ขยายตัวจากการจัดการสินค้าคงคลังแบบธรรมดา ไปสู่แอปพลิเคชันที่มีมูลค่าสูงและซับซ้อน เช่น:
- การระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ (Real-time Location Tracking)
- การตรวจสอบสภาพสินค้า (Condition Monitoring)
- ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง
ด้วยเหตุนี้ อุปกรณ์จึงต้องเปลี่ยนจากแผ่นฝังชิปแบบ Single-component inlays ไปสู่การออกแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีการผลิตแบบหลายส่วนประกอบ (MCM) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรวมเอาชิป เซนเซอร์ และแบตเตอรี่ เข้าไว้ด้วยกันในแท็ก RFID หรือ BLE ขนาดเล็กในระดับอุตสาหกรรม
MCM ไม่ใช่แค่เรื่องของการประกอบชิ้นส่วน แต่เป็นการผสมผสานศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกัน ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ วิศวกรรมกระบวนการ วัสดุศาสตร์ และการทดสอบ
โรงงานในไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการขยายผลิตภัณฑ์ IoT เฉพาะทาง โดยเฉพาะเทคโนโลยี BLE (Bluetooth Low Energy) ขั้นสูงที่จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ (Healthcare) และโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งต้องการความแม่นยำและความปลอดภัยสูงสุด
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








