บริษัท Johnson & Johnson (J&J) ผู้ผลิตสินค้าและเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ออกมาเปิดเผยถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าที่คาดว่าจะส่งผลให้บริษัทต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ โดยผลกระทบหลักจะตกอยู่กับธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์ของบริษัท ซึ่งผลิตอุปกรณ์การแพทย์และผลิตภัณฑ์สำหรับการผ่าตัดหลากหลายชนิด

นายโจเซฟ วอล์ค ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Johnson & Johnson กล่าวในการประชุมทางโทรศัพท์กับนักวิเคราะห์ภายหลังการประกาศผลประกอบการล่าสุดของบริษัทว่า ผลกระทบส่วนใหญ่มาจากภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีน และภาษีตอบโต้จากจีน นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากภาษีที่เรียกเก็บจากอลูมิเนียมและเหล็กกล้า รวมถึงภาษีที่เรียกเก็บจากคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ อย่างแคนาดาและเม็กซิโกด้วย
Johnson & Johnson ระบุว่า ข้อตกลงตามสัญญาที่มีอยู่แล้วจำกัดอำนาจของบริษัทในการปรับขึ้นราคาเพื่อลดผลกระทบจากภาระภาษีดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ประมาณการค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่ได้รวมถึงผลกระทบจากความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีนำเข้ายา ซึ่งรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้เริ่มทำการสอบสวนการนำเข้ายา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งไปสู่การกำหนดภาษี
นายฮัวคิน ดูอาโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Johnson & Johnson กล่าวว่า ภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยา อาจนำไปสู่ปัญหาในห่วงโซ่อุปทานและการขาดแคลนยาได้ พร้อมทั้งเสนอว่า วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างฐานการผลิตในสหรัฐฯ คือการใช้นโยบายด้านภาษี ไม่ใช่มาตรการภาษีนำเข้า
ทั้งนี้ บริษัท Johnson & Johnson กำลังลงทุนกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสี่ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตยาขั้นสูงทั้งหมดที่ใช้ในสหรัฐฯ ภายในประเทศ
การออกมาเปิดเผยถึงผลกระทบจากภาษีนำเข้าของ Johnson & Johnson สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของภาคธุรกิจต่อมาตรการทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและยา ซึ่งมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของผู้คน
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








