Novo Nordisk ทุ่มงบกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท อัปเกรดโรงงานไอร์แลนด์ เร่งเครื่องผลิตยาเม็ด GLP-1 ป้อนตลาดโลก

ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเวชภัณฑ์อย่าง Novo Nordisk ยังคงเดินหน้าลุยอุตสาหกรรมยาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 432 ล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 16,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและขยายโรงงานในเมืองแอธโลน (Athlone) ประเทศไอร์แลนด์แบบจัดเต็ม

เป้าหมายหลักของการทุ่มงบก้อนโตในครั้งนี้ คือการขยายขีดความสามารถในการผลิต “ยาเม็ด” โดยเฉพาะกลุ่มยา GLP-1 ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด ทั้งสำหรับรักษาโรคเบาหวานและลดน้ำหนัก เพื่อให้โรงงานแห่งนี้สามารถรองรับดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในปัจจุบันและพร้อมรับมือกับตลาดในอนาคต

การขยายฐานการผลิตนี้จะช่วยยกระดับให้โรงงานในไอร์แลนด์กลายเป็นฮับสำคัญในการผลิตและกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ ทั่วโลกที่อยู่นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา โดยโปรเจกต์ก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 113 ไร่นี้ได้เริ่มเดินเครื่องแล้ว และคาดว่าจะช่วยสร้างงานในภาคส่วนก่อสร้างได้มากถึง 500 ตำแหน่ง ในขณะที่พนักงานเดิมที่มีทักษะสูงทั้ง 260 คน จะมุ่งเน้นไปที่การผลิตยารับประทานคุณภาพสูงสุดด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทางผู้บริหารฝ่าย CMC & Product Supply ของบริษัทระบุว่า นี่คือหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของ Novo Nordisk ในไอร์แลนด์ ที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายล้านคนทั่วโลก โดยคาดว่าโปรเจกต์ก่อสร้างและอัปเกรดทั้งหมดจะค่อย ๆ ทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ช่วงปลายปี 2027 ไปจนถึงตลอดปี 2028 ซึ่งถือเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ที่น่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาซัพพลายเชนและยาขาดตลาดได้ในระยะยาว

ที่มา: https://sg.finance.yahoo.com/news/novo-nordisk-announces-more-400-090000931.html

About pawarit

Check Also

ISO 27001 vs BSI IT Baseline: ทางแยกหรือทางรอด? สู่สูตรผสมผสานเพื่อเจาะตลาดอุตสาหกรรมความมั่นคง

ในยุคที่ข้อมูลคือหัวใจสำคัญ หากอุตสาหกรรมของคุณต้องการก้าวเข้าสู่ “ซัพพลายเชนด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” หรือ Critical Infrastructure แค่มีระบบรักษาความปลอดภัยบนหน้ากระดาษ… ไม่พออีกต่อไป! คุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าระบบนั้น “ใช้งานได้จริง”

รู้จัก ‘Digital Product Passport’ กฎเหล็กใหม่แห่งยุคความยั่งยืนที่ภาคอุตสาหกรรมต้องตื่นตัว

“ความโปร่งใส” กำลังกลายเป็นสกุลเงินใหม่ที่ใช้ซื้อความน่าเชื่อถือในโลกอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน… ลองจินตนาการดูว่า หากสินค้าทุกชิ้นมี “บัตรประชาชนดิจิทัล” หรือที่เรียกว่า Digital Product Passport (DPP) ที่คอยเก็บข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงวิธีกำจัดเมื่อหมดอายุการใช้งาน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยยกระดับซัพพลายเชนได้มหาศาลขนาดไหน?