Kyouei ชี้ AI ไม่ใช่เทวดา เจาะลึกความท้าทายระบบ Automation และมาตรฐาน IoT ในอุตสาหกรรมไทย

ปี 2026 ถือเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างมุ่งความสนใจไปที่ AI แต่ในโลกของภาคการผลิตและ Industrial Automation นั้นหากทุ่มเม็ดเงินไปที่ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวไม่อาจสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานด้านฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่ง

เพื่อให้เห็นภาพนี้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ManuTalkThai ขออาสาพาไปพูดคุยกับ คุณสุวิชา มนัสมนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคียวเอะอิ จำกัด หรือ Kyouei และหนึ่งในสมาชิกสมาคมไทยไอโอที เพื่อเจาะลึกถึงภาพรวมธุรกิจ มุมมองต่อเทคโนโลยี รวมถึงความท้าทายของระบบอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันดังนี้

จากผู้เชี่ยวชาญ Automation สู่การบูรณาการระบบ IoT ครบวงจร

Kyouei ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2007 โดยมีประสบการณ์มากกว่า 18 ปีในด้านระบบวัดควบคุมและระบบอุตโนมัติในอุตสาหกรรม หรือ Industrial Control Instrument and Automation แม้จะมีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ Kyouei ดำเนินงานในฐานะบริษัทสัญชาติไทย 100% และไม่มีโรงงานในประเทศญี่ปุ่น บริษัทเริ่มต้นจากการมีความเชี่ยวชาญทางด้าน Control Instrument ในสายอุตสาหกรรม Factory Automation เช่น โรงงานสไตล์ปิโตรเคมีและเคมีคอล

ปัจจุบัน Kyouei นำความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี IoT มาช่วยลูกค้าในหลากหลายแอปพลิเคชัน ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ Control System, Systems Integration (SI), การจัดหาเครื่องมือวัดและควบคุมต่างๆ โดยผันตัวจากการเป็นเพียง SI มาสู่การทำระบบ Turnkey ที่รับเหมางานไฟฟ้าและงานระบบ Control Instrument แบบเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการต่อยอดนำซอฟต์แวร์และ AI Vision เข้ามาเสริมทัพเป็นโซลูชันของตนเองตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับการทำงานนั้น พันธมิตรหลักของ Kyouei เป็นบริษัทต่างประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ยุโรป เยอรมนี อิตาลี และอังกฤษ โดยนำฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีจากแหล่งเหล่านี้มาประกอบกันเป็นโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

AI คือเครื่องมือ แต่ Sensor คือหัวใจ

ท่ามกลางกระแส AI คุณสุวิชามองว่าผู้คนมักใช้คำว่า AI จนเฟ้อและหลงคิดว่าเป็นเวทมนตร์ที่แก้ปัญหาได้ทุกสิ่ง แท้จริงแล้ว AI เป็นเพียงฟังก์ชันซอฟต์แวร์เสริมหรือแอปพลิเคชัน ที่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านฮาร์ดแวร์อย่างระบบ Automation และ Control เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูล หากไม่มีเซ็นเซอร์และเครื่องมือวัดที่แม่นยำ AI ก็ไม่สามารถเกิดประโยชน์ได้ เพราะฐานข้อมูลที่ผิดย่อมส่งผลให้ AI ประมวลผลผิดพลาด

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของ SI ในไทย เพราะ SI ส่วนใหญ่ในตลาดยังคงเน้นหนักไปที่งานโปรแกรมมิ่ง ผ่านการใช้ทรัพยากรน้อยกว่าและสามารถทำงานออนไลน์ได้ ต่างจากงานวิศวกรรมที่ต้องลงพื้นที่หน้ากระบวนการผลิตจริง รวมถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญอุปกรณ์ต่าง ๆ เพราะ ผู้ที่มีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเซ็นเซอร์และเครื่องมือวัดในประเทศไทยยังมีน้อย การเลือกใช้เซ็นเซอร์ที่ถูกต้อง คุ้มค่า และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เป็นสิ่งที่บุคลากรไทยยังต้องเรียนรู้อีกมาก

สำหรับการเลือกใช้เซ็นเซอร์ Kyouei ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมหน้างานเป็นหลัก หากเป็นงานกลางแจ้ง อุปกรณ์ต้องมี Housing เป็นโลหะหรืออลูมิเนียม ไม่ใช่พลาสติก และต้องได้รับมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่นตั้งแต่ IP65, IP67 ไปจนถึง IP68 นอกจากนี้ Operating Temperature ต้องทนความร้อนสะสมได้ถึง 65-85 องศาเซลเซียส เนื่องจากสภาพแวดล้อมในประเทศไทยมีความร้อนสูงกว่ายุโรป ซึ่งแบรนด์จากยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนีได้รับความนิยมสูงในไทยสำหรับเซ็นเซอร์ฮาร์ดแวร์ ในขณะที่การเขียนโปรแกรมมักมีความเชี่ยวชาญจากฝั่งอินเดีย ฮังการี และอื่นๆ

เหตุผลที่ต้องคัดกรองมาตรฐานอย่างเข้มงวด เป็นเพราะ Kyouei รับประกันผลงานแบบทั้งระบบ หากเซ็นเซอร์ตัวเดียวเกิดความเสียหาย ย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงและกลายเป็นต้นทุนแฝงในการรับประกันทันที โดยเฉพาะในลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเคมีคอล ที่บริษัทโฟกัสเป็นหลัก

ทิศทางการลงทุน Automation ของอุตสาหกรรมไทย

ด้านภาพรวมตลาดปัจจุบัน หากเจาะไปที่โรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในไทยมีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน เครื่องมือ และบุคลากรอยู่แล้ว แต่กลุ่มโรงงานขนาดกลางและเล็ก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อาหารแช่แข็ง และการเกษตร ยังคงใช้แรงงานคนจำนวนมาก โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายสิ่งของจากจุด A ไปจุด B และการจดบันทึกแบบแมนนวล การผลักดัน Automation ในกลุ่มนี้เพิ่งคืบหน้าไปเพียง 20-30% เท่านั้น

ในขณะที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการส่งออก มีความตื่นตัวในการลงทุนระบบ IoT และซอฟต์แวร์สูงมาก เพื่อตอบสนองต่อมาตรฐานที่เข้มงวดของฝั่งสหภาพยุโรป การนำระบบเหล่านี้มาใช้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตรวจสอบคุณภาพ และคาดการณ์ต้นทุนได้แบบเรียลไทม์

คุณสุวิชา แนะนำว่าการลงทุนด้าน Automation ไม่จำเป็นต้องทำรวดเดียวจบในครั้งเดียว แต่ควรวางแผนแบ่งเป็นเฟสตามงบประมาณ โดยให้ความสำคัญกับเทคนิคและคุณภาพนำหน้าเรื่องราคา พร้อมฝากถึงสภาอุตสาหกรรมและภาครัฐให้ความสำคัญกับการสนับสนุนลูกค้ารายเล็ก เพื่อไม่ให้กลุ่มนี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในขณะที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวไปสู่ยุค 4.0

มาตรฐานแพ็กเกจจิ้งและอุปสรรคของ IoT ไทย

แม้บุคลากรด้านเทคโนโลยีของไทยจะมีฝีมือทัดเทียมต่างชาติ แต่วงการ IoT ไทยยังเผชิญความท้าทายในเรื่องการผลิตเซ็นเซอร์ภายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรฐานด้าน Packaging และ Certification การพัฒนา IoT มักอยู่ในรูปแบบบอร์ดประกอบที่ขาด Housing ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม และขาดมาตรฐานรองรับ เช่น มาตรฐาน มอก. หรือ CE ซึ่งมีต้นตอของปัญหาดังนี้

  • อุปกรณ์นำเข้าด้อยคุณภาพ: อุปกรณ์ IoT นำเข้าชิ้นเล็ก ๆ มักถูกลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ผ่านการตรวจสอบคลื่นความถี่จาก กสทช. หรือกระบวนการทางศุลกากรที่เข้มงวด ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยสินค้าราคาถูกที่อาจไม่เหมาะกับงานระดับอุตสาหกรรม
  • ต้นทุนการทดสอบที่สูงลิ่ว: ค่าใช้จ่ายในการทดสอบคลื่นความถี่กับ กสทช. มีมูลค่าสูงถึง 40,000-60,000 บาทต่อชิ้น และใช้เวลาทดสอบนาน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับนักพัฒนาหรือ Startup ไทย

ในฐานะหนึ่งในสมาชิกสมาคม IoT ไทย ซึ่งต่อยอดมาจากสมาคม RFID ในอดีต ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ เช่น DEPA และ กสทช. เพื่อหาทางออก โดย DEPA มีโครงการออกเครื่องหมาย D-Sure เพื่อช่วยรับรองคุณภาพ คุณสุวิชาเสนอแนวทางว่า ภาครัฐควรส่งเสริมให้ Startup ไทยตั้งโรงงานประกอบหรือผลิตเซ็นเซอร์ในประเทศ โดยรัฐสนับสนุนค่าทดสอบในครั้งแรกให้ฟรี แล้วใช้วิธีจัดเก็บรายได้รูปแบบอากรแสตมป์ต่อชิ้นแทน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม IoT ที่ถูกต้องและมีคุณภาพทัดเทียมสากล

กฎหมายสิ่งแวดล้อม ESG กับต้นทุนแฝงที่รอการแก้ไข

ประเด็นด้าน ESG เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย กฎหมายควบคุมมลพิษทางอากาศและน้ำในไทยเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่การบังคับใช้ยังคงยืดหยุ่น โดยมักมีการต่อรองขยายเวลาให้ผู้ประกอบการ 3-5 ปี

การติดตั้งอุปกรณ์เครื่องวัดมลพิษทางอากาศบริเวณปล่องไอเสีย มีมูลค่าสูงกว่าล้านบาทต่อชุด ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ไม่ได้สร้างผลกำไรเพิ่มให้กับโรงงานอุตสาหกรรม อีกทั้งหากตรวจพบค่าที่เกินมาตรฐาน โรงงานยังต้องลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตและติดตั้งตัวกรองเพิ่มเติมอีกมหาศาล ภาครัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดแผนงานล่วงหน้าที่ชัดเจน และหาแนวทางสนับสนุนหรือให้สิทธิประโยชน์เพื่อชดเชยต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

About Veerapon Tangsiripathanawong

Check Also

Carrier เข้าซื้อกิจการ 75F ดึง AI คุมระบบอาคารอัตโนมัติ พลิกโฉมวงการแอร์เชิงพาณิชย์

ล่าสุด Carrier (แคเรียร์) แบรนด์ยักษ์ใหญ่ด้านระบบปรับอากาศ ประกาศเข้าซื้อกิจการ 75F บริษัทผู้พัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับอาคารที่ขับเคลื่อนด้วยคลาวด์ ซึ่งดีลนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า อนาคตของระบบควบคุมอาคารเชิงพาณิชย์จะต้องเป็นระบบที่สามารถปรับแต่งการใช้พลังงาน ทำความเย็น และทำความร้อนได้เองโดยอัตโนมัติ (Autonomous) โดยแทบไม่ต้องพึ่งพามนุษย์มาคอยควบคุม

Esri ส่ง “ArcGIS Velocity” แบบติดตั้งเอง วิเคราะห์ IoT เรียลไทม์ เจาะกลุ่มองค์กรความลับสูง

ในยุคที่สายการผลิต ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานเต็มไปด้วยอุปกรณ์ IoT และเซนเซอร์ การติดตามข้อมูลแบบสดๆ (Real-time) คือหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ แต่ความท้าทายคือ หลายองค์กรใหญ่หรือหน่วยงานรัฐไม่สามารถนำข้อมูลสำคัญเหล่านี้ไปประมวลผลบนคลาวด์สาธารณะได้ เพราะติดข้อจำกัดด้านความปลอดภัยขั้นสูง