เปิดเบื้องหลังซัพพลายเชนแสนล้าน! Nestlé กางผลงานปี 2025 รุกหนัก “โลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ-อาหารสุขภาพ” ทะลุเป้าความยั่งยืน

การบริหารจัดการสินค้ากว่า 2,000 แบรนด์ ใน 187 ประเทศทั่วโลกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Nestlé พี่ใหญ่แห่งวงการอาหารและเครื่องดื่ม ได้พิสูจน์ให้เห็นในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่ 159 ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่าพวกเขาสามารถรับมือกับความต้องการที่ซับซ้อนของ Supply Chain ได้อย่างอยู่หมัด พร้อมกางผลงานปี 2025 ที่โดดเด่นทั้งในแง่การปรับปรุงระบบปฏิบัติการ นวัตกรรม และความยั่งยืน

เจาะ 3 พอร์ตโฟลิโอหลัก กับความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่แตกต่าง

ความหลากหลายของสินค้าทำให้ Nestlé ต้องออกแบบเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ยืดหยุ่นและจำเพาะเจาะจงสูง โดยในปี 2025 สัดส่วนยอดขายหลักมาจาก 3 กลุ่มธุรกิจที่ต้องพึ่งพาระบบลอจิสติกส์ขั้นสูง ได้แก่:

  • กลุ่มเครื่องดื่ม (28.1%): นำทัพโดย Nescafé, Nespresso และ Starbucks ไฮไลต์สำคัญคือการเร่งขยายตลาด “กาแฟสกัดเย็น (Cold Coffee)” ในภูมิภาคเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งบีบให้ Nestlé ต้องลงทุนขนานใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cold Chain Logistics เพื่อคุมอุณหภูมิและรักษาคุณภาพสินค้าตั้งแต่โรงงานจนถึงมือผู้บริโภค
  • กลุ่ม PetCare (20.6%): แบรนด์ยอดฮิตอย่าง Purina กำลังขยายตลาดยกระดับสู่อาหารสัตว์แพทย์เฉพาะทาง เช่น สูตรสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคอ้วนหรือเบาหวาน ซึ่งโจทย์ใหญ่ของซัพพลายเชนคือ “การจัดหาวัตถุดิบ (Ingredient Sourcing)” ที่ต้องอาศัยความแม่นยำและมาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดเป็นพิเศษ
  • กลุ่มโภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพ (16%): กลุ่มสินค้าวิตามินและอาหารทางการแพทย์ (Medical Nutrition) ต้องการโปรโตคอลการจัดเก็บที่รัดกุม โดยเฉพาะความสำเร็จของอาหารทางสายยางสูตรวัตถุดิบจริงอย่าง “Compleat” ที่ทำยอดขายพุ่งขึ้นถึง 33% ในปี 2025 จากการปรับแผนการตลาดเจาะกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง

ดันระบบดิจิทัล หั่นคาร์บอนทะลุเป้า

ความน่าสนใจไม่ได้มีแค่เรื่องตัวเลขยอดขาย แต่คือการจัดหลังบ้านที่ผสานความยั่งยืนเข้ากับการลดต้นทุน เดิมที Nestlé ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2025 แต่ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการปรับปรุงระบบปฏิบัติการทั่วเครือข่ายโลจิสติกส์ พวกเขาสามารถลดได้ถึง 24.5% (เทียบกับฐานปี 2018) และกำลังเร่งเครื่องสู่เป้าหมายลดคาร์บอน 50% ภายในปี 2030

เพื่อให้ทันต่อเทรนด์ผู้บริโภค Nestlé ได้นำ Data มาขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การเปิดตัว Milo Pro ที่อัดโปรตีนเพิ่มขึ้น 3 เท่าเจาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมาพร้อมความท้าทายใหม่ในการจัดการแพ็กเกจจิ้งและช่องทางจัดจำหน่าย นอกจากนี้ ยังได้สร้างปรากฏการณ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการดัน KitKat ขึ้นเป็นช็อกโกแลตบาร์อย่างเป็นทางการของการแข่งขัน Formula 1 ซึ่งจะเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการกระจายสินค้าเข้าสู่สนามแข่งและเข้าถึงแฟนมอเตอร์สปอร์ตกว่า 825 ล้านคน

“เรากำลังนำเครื่องมือดิจิทัลมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านสูตรอาหาร เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด” มร. สเตฟาน พัลเซอร์ (Stefan Palzer) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Nestlé กล่าว

ก้าวต่อไปของ Nestlé คือการเร่งสร้างประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนและปลดล็อกทรัพยากรสำหรับการลงทุนใหม่ ๆ ภายในปี 2027 ภายใต้เป้าหมายการขยายแพลตฟอร์มการเติบโตจาก 10% เป็น 30% ของยอดขาย ซึ่งการยกเครื่องซัพพลายเชนระดับโลกในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ Nestlé พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง

ที่มา: https://supplychaindigital.com/news/nestle-global-supply-chain-demand

About pawarit

Check Also

ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ”คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” [PR]

เมื่อกล่าวถึง “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) หลายคนมักนึกถึงเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, IoT หรือระบบอัตโนมัติ จนทำให้ความรู้สึกเมื่อกล่าวถึงคำนี้นึกถึงเรื่องความทันสมัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น …

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค หนุน กฟภ.ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าไทย พัฒนาระบบ OMS ใหม่ แบบ Stand-alone แพลตฟอร์มเดียวเชื่อมต่อครอบคลุมทั่วประเทศ [PR]

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน พัฒนาและออกแบบระบบบริหารไฟฟ้าขัดข้อง หรือ OMS ใหม่ แบบ Stand-alone หนุน กฟภ.เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ชูจุดแข็งแพลตฟอร์มเดียวเชื่อมโยงครอบคลุมทั่วไทย