ส่องนวัตกรรมหุ่นยนต์ผลิตเสื้อผ้า กับอนาคตอุตสาหกรรมสิ่งทอ และความท้าทายของสายการผลิต

การผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั่วโลกในปัจจุบันยังคงต้องพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก โดยเฉพาะฐานการผลิตในทวีปเอเชีย แม้จะมีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในสายการผลิตเบื้องต้น แต่การยกระดับสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ กับวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างผืนผ้ายังเป็นข้อจำกัดสำคัญในเชิงวิศวกรรม และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหุ่นยนต์กำลังเสนอทางออกใหม่ที่อาจพลิกโฉม Supply Chain ของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม

ปัญหาหลักของการใช้หุ่นยนต์เย็บผ้าคือการจัดศูนย์กลางและรักษาแนวของผ้าสองชิ้นให้คงที่ภายใต้การเคลื่อนไหว สตาร์ทอัปด้านหุ่นยนต์จากแคลิฟอร์เนียอย่าง CreateMe จึงเลือกเปลี่ยนกระบวนการผลิต โดยละทิ้งการเย็บแบบดั้งเดิมและหันมาใช้กาวความร้อนแทน หุ่นยนต์จะทำการวางแนวกาวและประทับตราเพื่อยึดติดเนื้อผ้าเข้าด้วยกัน กาวชนิดนี้ทนทานต่ออุณหภูมิของเตารีดและเครื่องซักผ้า ทั้งยังขจัดปัญหาเรื่องรอยตะเข็บ

การทำแบบนี้ช่วยให้เสื้อผ้าสามารถขึ้นรูปตามแม่พิมพ์สรีระมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน เทคโนโลยีนี้รองรับวัสดุทั้งฝ้าย ขนสัตว์ และหนัง ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเดินสายการผลิตชุดชั้นในสตรีแล้ว และมีแผนขยายสู่การผลิตเสื้อยืดในระดับ Mass Production ภายในปีหน้า แต่ในมุมกลับกัน Softwear Automation จากรัฐจอร์เจีย มองว่าการเย็บยังคงเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรม

เนื่องจากรอยตะเข็บคือองค์ประกอบสำคัญในงานดีไซน์ โดยเฉพาะกางเกงยีนส์ บริษัทเตรียมเปิดตัวหุ่นยนต์เย็บผ้ารุ่นที่ 3 ที่ระบุว่าสามารถกดต้นทุนการผลิตเสื้อยืดในสหรัฐฯ ให้ต่ำเทียบเท่ากับการนำเข้าจากเอเชีย ขณะเดียวกัน Robotextile บริษัทจากเยอรมนี ได้พัฒนาเทคโนโลยี Gripper เพื่อขจัดจุดอ่อนด้านการหยิบจับผ้า โดยใช้หลักการเป่าลมเบา ๆ ให้ผ้าลอยตัว ก่อนใช้ระบบดูดจับและล็อคเข้าตำแหน่งอย่างแม่นยำ

การนำระบบอัตโนมัติมาใช้เต็มรูปแบบยังเปิดโอกาสให้ประเทศตะวันตกดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ซึ่งส่งผลบวกต่อเป้าหมาย ESG ด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง การผลิตแบบ On-Demand จะช่วยแก้ปัญหาการผลิตเกินความต้องการ และลดปริมาณขยะสิ่งทอทั่วโลกที่ปัจจุบันสูงถึง 92 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ งานวิจัยยังระบุว่า การใช้หุ่นยนต์ผลิตเสื้อยืดในยุโรปหรือสหรัฐฯ จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 45% จากการไม่ต้องขนส่งข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายมีลักษณะความยืดหยุ่นสูง การตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ทั้งในแง่ของคู่สี ดีไซน์ และรูปแบบ ยังเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติต้องใช้เวลาพัฒนาเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ประกอบกับการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศต้องเผชิญกับโครงสร้าง Supply Chain ที่ซับซ้อน กระบวนการต้นน้ำอื่น ๆ เช่น การย้อมสีหรือการผลิตเส้นด้าย ไม่สามารถย้ายกลับได้ง่ายนัก

ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบจึงต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทิศทางในอนาคตสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอจึงยังคงเป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์กลางการผลิตปริมาณมหาศาลในเอเชีย และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ล้ำสมัยในประเทศตะวันตก

ที่มา: https://www.bbc.com/news/articles/c0q2gkj97eko

About Veerapon Tangsiripathanawong

Check Also

Rockwell ฝังระบบอัตโนมัติไว้ใน MiniPRO ของ PBS Biotech ลบรอยต่อจากห้องแล็บสู่โรงงาน

ปัญหาที่คนในวงการพัฒนาเซลล์บำบัด (Cell Therapy) เจอกันบ่อยๆ คือ “ตอนทำในห้องแล็บก็เวิร์กดี แต่พอจะขยายสเกลไปผลิตจริงในโรงงานกลับยุ่งยาก” เพราะระบบที่ใช้ในตอนเริ่มต้นมักเป็นระบบกึ่งแมนนวลหรือใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่ม ทำให้ยากต่อการถ่ายโอนข้อมูลไปสู่เครื่องจักรขนาดใหญ่

jaam เปิดตัวแพลตฟอร์ม “M.” กาวใจเชื่อม “คน-ระบบ-AI” ให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว

เคยสงสัยไหมว่าทำไมพนักงานใช้ AI แล้วทำงานไวขึ้น แต่กำไรของบริษัทกลับไม่ได้โตตามอย่างที่คิด? สถิติชี้ว่าองค์กรยุคนี้ถึง 88% นำ AI เข้ามาใช้ แต่กลับมีแค่ 7% เท่านั้นที่สามารถสเกลระบบให้ครอบคลุมและสร้างผลกำไรได้จริง ปัญหาหลักคือ AI เหล่านี้มักถูกใช้งานแบบแยกส่วน …