NFC คืออะไร แตกต่างกับ Bluetooth อย่างไร?

จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของ NFC ก็คือไม่จำเป็นต้องจับคู่หรือป้อนข้อมูลด้วยตนเองเพื่อสร้างการเชื่อมต่อ สามารถแตะอ่านข้อมูลได้เพียงไม่ถึงวินาที ในทางตรงกันข้าม อุปกรณ์ Bluetooth จะต้องยืนยัน PIN ในการจับคู่กันก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากและไม่สะดวกในเวลาเร่งด่วน

สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่รองรับฟีเจอร์ Near Field Communication หรือเทคโนโลยี NFC ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล หากคุณเคยใช้แอปการชำระเงินผ่านมือถือ เช่น Samsung Pay หรือ Google Pay คงจะเคยสัมผัสประสบการณ์การทำงานของ NFC โดยสรุป มันคือมาตรฐานการสื่อสารแบบไร้สายในระยะใกล้มาก ๆ แทบจะแนบชิดเลยก็ว่าได้ ซึ่งแตกต่างจาก Wi-Fi หรือ Bluetooth ตรงที่ข้อจำกัดเรื่องระยะการเชื่อมต่อ นอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว บางครั้งอาจจะพบ NFC บนแท็บเล็ต ลำโพง และอุปกรณ์เชิงอุตสาหกรรมในธุรกิจค้าปลีก

“NFC ใช้เทคโนโลยี RFID แต่มีช่วงการส่งข้อมูลที่ต่ำกว่ามาก”

NFC ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ อันที่จริงคือวิวัฒนาการของเทคโนโลยี RFID (การระบุความถี่คลื่นวิทยุ) ที่มีมานานหลายทศวรรษ ทั้ง RFID และ NFC ทำงานบนหลักการของการเชื่อมต่อแบบเหนี่ยวนำ สำหรับการใช้งานในระยะสั้น เมื่อนำแท็ก (tag) มาไว้ใกล้เครื่องอ่าน สนามแม่เหล็กจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าภายในแท็ก ซึ่งจะสแกนข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในแท็กเพื่อนำเข้าข้อมูลไปยังระบบหรือ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง RFID และ NFC อยู่ที่ช่วงการส่งข้อมูล

RFID มักจะใช้ในระยะห่างจากเครื่องอ่านที่ไกลกว่า ตัวอย่างระบบเก็บค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติ แท็ก (tag) จะถูกนำไปติดไว้ที่กระจกรถยนต์และจะถูกอ่านข้อมูลโดยเครื่อง RFID Reader ที่ถูกติดตั้งไว้ตามช่องเก็บค่าผ่านทาง โซลูชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องจอดรถยื่นเงินให้กับพนักงาน เพิ่มความคล่องตัวให้กับสภาพการจราจรและความปลอดภัยให้กับพนักงานเก็บเงิน

NFC มีระยะห่างจากเครื่องอ่านสูงสุดเพียงไม่กี่เซนติเมตร ในแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ จะพบว่าซอฟต์แวร์จะเริ่มต้นอ่านข้อมูลก็ต่อเมื่อมีการสัมผัสกันทางกายภาพเท่านั้น เหตุผลของระยะสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีนี้ถูกปรับใช้สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลทางธุรกรรมการเงินที่ละเอียดอ่อน ระยะที่ใกล้ที่สุด คือ ระยะที่ปลอดภัยที่สุด

สมาร์ทโฟนทุกเครื่องมี NFC หรือไม่

ในตลาดตะวันตก NFC เป็นคุณสมบัติหลักบนสมาร์ทโฟนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดย Google Nexus S เป็นอุปกรณ์ Android เครื่องแรกที่มีฟีเจอร์ NFC ในตั้งแต่ปี 2010 ต่อมาในปี 2014 Apple ได้เริ่มนำเทคโนโลยี NFC เข้ามาไว้ใน iPhone ทุกรุ่นโดยเริ่มจาก iPhone 6 เป็นรุ่นแรก Honeywell EDA57 อุปกรณ์สมาร์ทโฟนเชิงอุตสาหกรรมนำเสนอฟีเจอร์ NFC เป็นจุดเด่นในการขับเคลื่อนธุรกิจค้าปลีก สำหรับอุปกรณ์สวมใส่แบรนด์ Mi เริ่มรองรับ NFC ในโมเดล Fitness Trackers และ Apple Watch

สามารถทำอะไรกับ NFC ได้บ้าง

  • การถ่ายโอนข้อมูล: Google เปิดตัว Android Beam ในปี 2554 ด้วยการเปิดตัว Android Ice Cream Sandwich คุณสมบัตินี้ช่วยให้สามารถถ่ายโอนเนื้อหาหรือข้อมูลใด ๆ ที่แสดงอยู่บนหน้าจอไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ NFC ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ Android Beam ได้เลิกใช้ฟีเจอร์นี้ในการแชร์ข้อมูลระยะใกล้ และใช้เทคโนโลยี Bluetooth และ Wi-Fi Direct แทน
  • การชำระเงินผ่านมือถือ: Samsung Pay, Google Pay และ Apple Pay ต่างใช้ชิป NFC ของสมาร์ทโฟนของตนเองสำหรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส บัตรเดบิตและบัตรเครดิตส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีแท็ก NFC ในตัวอยู่แล้ว
  • การจับคู่อย่างรวดเร็ว: ความสะดวกสบายของ NFC ขยายไปยังอุปกรณ์ที่ไม่มีหน้าจอ ลำโพงและหูฟังไร้สายมีการปรับใช้ NFC เพื่อแชร์ข้อมูลการจับคู่กับสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูปบางรุ่นมีการปรับใช้เพื่อเริ่มต้นการเชื่อมต่อ Wi-Fi Direct อย่างรวดเร็วเพื่อการถ่ายโอนภาพถ่ายและวิดีโอที่ง่ายดาย
  • การเข้าถึงการบริการขนส่งสาธารณะ: การขนส่งสาธารณะในหลายเมืองทั่วโลกมีการใช้แท็กหรือบัตรที่รองรับ NFC ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของกลไกการควบคุมการเข้าถึงการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
  • ระบบอัตโนมัติในบ้าน: แพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมบางระบบ รวมถึง Home Assistant และ HomeKit ของ Apple ก็รองรับ NFC เช่นกัน การใช้แอปทั้งบน Android และ iOS ทำให้สามารถกำหนดค่าแท็ก NFC ที่มีจำหน่ายทั่วไปเพื่อควบคุมอุปกรณ์หรือระบบอัตโนมัติได้

NFC ประหยัดพลังงานมากกว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น Bluetooth และ RFID อย่างชัดเจน เนื่องจากช่วงการส่งข้อมูลสั้นมาก ๆ เราคงเคยได้ยินคำแนะนำให้ปิดฟีเจอร์ Bluetooth เพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ และนี่ก็คือความแตกต่างอีกประการของ NFC และ Blu

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Near-field_communication และ https://en.wikipedia.org/wiki/Bluetooth

About pawarit

Check Also

Dell ขอเชิญร่วมงานสัมมนาสัญจร Transform for Productivity, Modernize for the AI Advantage จังหวัดชลบุรี (17/25 มี.ค.) และระยอง (18 มี.ค.)

Dell Technologies ร่วมกับ Intel และ Microsoft ขอเชิญคุณเข้าร่วมงาน “Transform for Productivity and Modernize for AI Advantage” ที่จะพาคุณสำรวจแนวทางยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงาน ให้พร้อมรองรับ AI อย่างมั่นใจและปลอดภัย โดยเนื้อหาการบรรยายจะครอบคลุมทั้งเทคโนโลยึด้าน AI, Cloud, Data Center, Cyber Recovery, Data Protection, Workstation และ PC พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมบูธจัดแสดงเทคโนโลยี งานสัมมนาสัญจรครั้งนี้จะจัดขึ้น 3 ครั้ง ดังนี้

เสริมพลังการปรับเปลี่ยนธุรกิจด้วยการดำเนินงานแบบดิจิทัล

การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในกระบวนการปฏิบัติงานเพื่ออุตสาหกรรมที่โปร่งใสและยั่งยืน