SAP เผยทิศทาง Agentic AI พลิกโฉมโมเดล Supply Chain สู่ยุค Autonomous Enterprise

ภาพรวมซัพพลายเชนระดับโลกกำลังถูกเปลี่ยนโฉมด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างถาวร โมเดลการดำเนินงานแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการตอบสนองต่อตลาดโลก SAP ระบุว่า Agentic AI ซึ่งทำงานอยู่ในทุก Workflow กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกขีดความสามารถของซัพพลายเชนให้ทำงานได้อย่างอัตโนมัติและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยเชิงโครงสร้าง 4 ประการกำลังเปลี่ยนแปลงซัพพลายเชนระดับโลกไปพร้อมกัน ได้แก่ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และการทำ Digital Transformation ที่เร่งตัวขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยในยุโรปอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนคนขับรถบรรทุกถึง 745,000 ตำแหน่งภายในปี 2028

ขณะเดียวกัน 63% ของบริษัทระบุว่าปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัลคืออุปสรรคสำคัญในการทรานส์ฟอร์มองค์กร ปัจจัยเหล่านี้บีบบังคับให้ภาคการผลิตต้องก้าวข้ามโมเดล “วางแผน-จัดหา-ผลิต-จัดส่ง” แบบเดิม ดังนั้นองค์กรชั้นนำจึงเริ่มปรับมุมมองต่อซัพพลายเชนให้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เช่น ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรชั้นนำได้ปรับใช้ AI Agent กว่า 1,000 ตัว เพื่อสนับสนุนการสั่งการ วางแผนสถานการณ์ และสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่คุณค่า ขณะที่ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ระดับโลกได้นำ AI มาใช้ในการวางแผนพร้อมให้ความสำคัญกับความโปร่งใสที่อธิบายผลลัพธ์ได้เพื่อสร้างความไว้วางใจ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรกำลังออกแบบกระบวนการรับรู้ ตัดสินใจ และลงมือทำใหม่ทั้งหมด

นอกจากนี้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์แห่งหนึ่งสามารถลดเวลาตอบสนองต่อปัญหาลงได้ถึง 95% ผ่านการรวมศูนย์กระบวนการสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์ข้ามโรงงานกว่า 30 แห่ง รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกยังได้นำโมเดลซัพพลายเชนแบบ Two-Leg ระดับภูมิภาคมาใช้ เพื่อบริหารสินค้าคงคลังเชิงกลยุทธ์และตอบสนองต่อความผันผวนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

แม้ภาคอุตสาหกรรมจะให้ความสนใจอย่างมาก แต่ 90% ของ Use Case การใช้ AI ยังติดอยู่ในช่วงทดลองนำร่อง ความท้าทายหลักไม่ใช่ความแม่นยำของโมเดล แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจ ความสามารถอธิบายผลลัพธ์ ระบบที่กระจัดกระจาย และการที่มนุษย์ยังต้องคอยควบคุม ดังนั้นการเริ่มจากการเสริมการตัดสินใจของมนุษย์ ไปสู่ระบบอัตโนมัติเมื่อข้อมูลและธรรมาภิบาลมีความพร้อมจึงเป็นไปได้

Autonomous Enterprise คือโมเดลการดำเนินงานที่ AI มีข้อมูลเชิงบริบททางธุรกิจ และธรรมาภิบาล ทำงานร่วมกันเพื่อคาดการณ์ปัญหา ประสานงาน และปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง Agentic AI จึงเข้ามารับบทบาทสำคัญหลายด้านดังนี้

  • บริหารแรงงานและคู่ค้า: AI ฝั่งความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์สามารถเฝ้าระวังความเสี่ยง ขณะที่ AI ฝั่งบริหารกำลังคนช่วยจัดสรรแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการ
  • ยกระดับการผลิตและจัดซื้อ: AI ฝั่งจัดซื้อสามารถตัดสินใจด้านการจัดหา และ AI ฝั่งวางแผนการผลิตปรับสมดุลตารางงานแบบไดนามิกเพื่อตอบสนองเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลง
  • เพิ่มประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม: Agentic AI ช่วยให้เวิร์กโฟลว์การจัดซื้อมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 20-30% ลดของเสีย 55% ลดรอบผลิตที่ไม่สมบูรณ์ลง 80% รวมถึงช่วยลดสินค้าคงคลัง 20-30% และประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ 5-20%

การคว้าโอกาสนี้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลักที่มักแยกส่วนกันในหลายองค์กร ได้แก่ ความเก่งขององค์กร ข้อมูลเชิงลึกที่ใช้ได้จริง และการทำงานที่ลงลึกในทุกระดับ โดยผู้นำที่ลงมือปรับตัวก่อนจะสามารถยกระดับ Supply Chain จากฟังก์ชันการคุมต้นทุน ไปสู่กลไกสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันที่เร็วกว่า ให้บริการได้ดีกว่า และยืดหยุ่นกว่าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: https://news.sap.com/2026/06/autonomous-supply-chain-why-agentic-ai-is-rewriting-the-operating-model/

About Veerapon Tangsiripathanawong

Check Also

ใช้ Agentic AI ในภาคธุรกิจองค์กรอย่างคุ้มค่าและมั่นใจ ทำ Governance ได้ครบวงจร ด้วย HPE Private Cloud AI จาก Yip In Tsoi

หนึ่งในบทสนทนาที่เกิดขึ้นในปี 2026 สำหรับภาคธุรกิจองค์กรนี้ ก็คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของการวาง AI Infrastructure สำหรับ AI Factory ภายในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมี AI Sovereignty และสามารถทำ AI …

สีคิ้วพลิกโฉมเมืองสู่ Smart City เต็มรูปแบบ จับมือ Esri Thailand ใช้ ArcGIS เชื่อมทุกข้อมูลเมือง บนแพลตฟอร์มเดียว ยกระดับบริการประชาชนรอบด้าน [PR]

เทศบาลเมืองสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านแพลตฟอร์ม Location Intelligence ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดต้นแบบการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ผ่านแพลตฟอร์ม …