DHL ประกาศเปิดให้บริการเที่ยวบินขนส่งสินค้าทางอากาศ (Freighter Service) เชื่อมต่อระหว่าง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK) และ ท่าอากาศยานนานาชาติซินซินเนติ/นอร์เทิร์นเคนทักกี (CVG) ซึ่งเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการ (Hub) ยักษ์ใหญ่ของบริษัทในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับเครือข่ายการขนส่งในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-อเมริกาเหนือที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

เจาะลึกดีลนี้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง?
- เปิดให้บริการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้าง (Widebody) ที่สามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุดถึง 100 ตันต่อเที่ยวบิน
- เจาะกลุ่มสินค้าเฉพาะทาง เส้นทาง BKK-CVG นี้ออกแบบมาเพื่อรองรับสินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Oversized) และสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-value) โดยเฉพาะ พร้อมการดูแลและควบคุมการปฏิบัติงานแบบครบวงจร
ทำไมเบนเข็มมาที่ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
การขยายเส้นทางบินมายังกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนจากเทรนด์ใหญ่ในภาคการผลิตระดับโลก ปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากกำลังกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อ ลดการพึ่งพาฐานการผลิตในจีน
Henk Venema หัวหน้าฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศระดับโลกของ DHL ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในด้านการเป็นฐานการผลิตและแหล่งจัดหาสินค้า (Sourcing) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ที่ชี้ว่า การขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างเอเชียและอเมริกาเหนือกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงถึง 19.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 หลังจากที่ตลาดเคยหดตัวไปเมื่อปี 2025
การเปิดตัวเส้นทางบินใหม่นี้ เกิดขึ้นตามติดมาด้วยข่าวดีของบริษัท โดย DHL เพิ่งประกาศ ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลกำไรตลอดปี 2026 ขึ้นอีกราว 5% หลังจากโชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ได้ทะลุเป้าหมายที่คาดไว้ ตอกย้ำให้เห็นว่ากลยุทธ์การขยายเครือข่ายโลจิสติกส์มารับเทรนด์การย้ายฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังผลิดอกออกผลเป็นอย่างดี
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







