General Motors (GM) ประกาศแผนเชิงรุกเตรียมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ภายในประเทศให้สำเร็จภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อมุ่งสู่นวัตกรรมที่พึ่งพาตนเองได้และลดการใช้เทคโนโลยีจากจีน

เดินหมากคนละกระดานกับคู่แข่ง ในขณะที่ค่ายรถอย่าง Ford เลือกใช้วิธีซื้อไลเซนส์เทคโนโลยีจาก CATL ยักษ์ใหญ่ของจีนมาเปิดสายการผลิตในรัฐมิชิแกน (ซึ่งกำลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก) GM เลือกที่จะนำเข้าแบตเตอรี่แบบประกอบสำเร็จรูปจากจีนมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นประหยัดอย่าง Chevrolet Bolt ไปก่อน โดยผู้บริหารระบุว่านี่เป็นเพียงมาตรการขัดตาทัพชั่วคราว ระหว่างที่บริษัทกำลังเร่งสร้างซัพพลายเชนและเทคโนโลยีของตัวเองบนแผ่นดินอเมริกา
ซุ่มพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-ion) หนึ่งในกุญแจสำคัญของแผนนี้ คือการร่วมมือกับสตาร์ทอัพ Peak Energy พัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออนสำหรับระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ โดยเปลี่ยนมาใช้โซเดียมที่หาได้ง่ายในประเทศแทนลิเธียม จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือทนทานต่ออุณหภูมิที่หลากหลาย ทำงานได้โดยไม่ต้องมีระบบหล่อเย็น ซึ่งช่วยลดต้นทุนไปได้มหาศาล แม้จะมีน้ำหนักและขนาดใหญ่กว่าแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไปก็ตาม คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ราวปี 2029
เบื้องหลังสงครามล็อบบี้ ทิศทางของ GM สอดคล้องกับรายงานที่ว่าบริษัททุ่มงบสถิติใหม่กว่า 8.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสแรกของปี เพื่อล็อบบี้ภาครัฐให้ออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการนำเข้าหรือใช้ไลเซนส์เทคโนโลยีจากต่างชาติ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสกัดกั้นโมเดลธุรกิจลักษณะเดียวกับที่ Ford กำลังทำอยู่
ความท้าทายในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า แม้จะวาดแผนระยะยาวไว้อย่างชัดเจน แต่ปัจจุบัน GM กำลังเผชิญหน้ากับยอดขาย EV ในสหรัฐฯ ที่หดตัวลงกว่า 40.7% ในช่วงไตรมาสที่ 2 จนต้องประกาศลดกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าปรับปรุงสายการผลิตในรัฐเทนเนสซีเพื่อเตรียมผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) ภายในปลายปี 2027 ควบคู่ไปกับการซุ่มพัฒนาแบตเตอรี่เทคโนโลยีใหม่ร่วมกับพันธมิตรอย่าง LG ต่อไป
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








