ผู้ประกอบการที่ต้องส่งสินค้าเข้าสหรัฐอเมริกาอาจต้องเตรียมตัวรับมือกับต้นทุนที่ขยับขึ้นอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์อย่าง FedEx ประกาศเตรียมเก็บ “ค่าธรรมเนียมช่วงที่มีความต้องการสูง” (Demand Surcharges) เพิ่มเติมสำหรับพัสดุนำเข้าจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา ยุโรป จีน และอีกหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหาต้นทุนให้กับผู้ส่งสินค้า ท่ามกลางภาษีที่ปรับตัวสูงขึ้นและการเตรียมเข้าสู่ช่วงฤดูกาลขนส่งที่คึกคักที่สุดของปี

โดยปกติแล้ว FedEx มักจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษนี้เมื่อปริมาณการจัดส่งพุ่งสูงขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว บริษัทก็เคยเก็บค่าธรรมเนียมชั่วคราวสำหรับพัสดุจากจีน ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ที่ส่งเข้าสหรัฐฯ มาแล้ว เนื่องจากผู้นำเข้าต่างเร่งขนย้ายสินค้าเพื่อหนีการปรับขึ้นกำแพงภาษี สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ความต้องการใช้บริการส่งสินค้าข้ามพรมแดนก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม) พบว่าปริมาณพัสดุส่งออกระหว่างประเทศเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นถึง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
การเก็บค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่นี้จะคิดเพิ่มตามน้ำหนัก (ต่อปอนด์) ข้อมูลการวิเคราะห์จาก ShipScience ระบุว่า กลุ่มที่จะเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทันที คือสินค้านำเข้าจากจีน ฮ่องกง มาเก๊า รวมถึงกลุ่มประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ หากคุณส่งพัสดุด่วนแบบ Priority น้ำหนัก 40 ปอนด์จากจีน คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพิ่มขึ้น 22.40 ดอลลาร์สหรัฐ (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง) ในขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกในแคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะเผชิญกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในระดับใกล้เคียงกันที่ประมาณ 50%
สำหรับผู้ประกอบการและผู้นำเข้าที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบ คำแนะนำที่สำคัญในตอนนี้คือ ควรเร่งตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลพิกัดต้นทางของสินค้า ประเมินความเสี่ยงเรื่องต้นทุนจากน้ำหนักที่ต้องจ่ายจริง (Chargeable Weight) รวมถึงยืนยันอัตราค่าบริการของแต่ละประเทศกับทาง FedEx ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและวางแผนต้นทุนโลจิสติกส์ในช่วงปลายปีได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







