British American Tobacco (BAT) ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยาสูบระดับโลก เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ A Better Tomorrow เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ธุรกิจไร้ควัน หรือ Smokeless ตั้งเป้าสร้างสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ไม่ใช้การเผาไหม้แตะ 50% ภายในปี 2035 โดยใช้ข้อมูล, AI รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นแกนหลักในการยกเครื่องระบบการผลิตและซัพพลายเชนทั่วโลก

ปัจจุบัน BAT มีผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ไร้ควันแล้ว 34.1 ล้านคน สร้างรายได้คิดเป็น 18.2% ของรายได้ทั้งกลุ่มในสิ้นปี 2025 และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้เป็น 50 ล้านคนภายในปี 2030 โดยเบื้องหลังการขยับตัวครั้งนี้คือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลขนานใหญ่ เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรจากผู้ผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่บริษัทเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเต็มรูปแบบ
Alex Lee ผู้บริหารด้าน Data Governance ภายใต้ฝ่ายปฏิบัติการ ของ BAT แจ้งว่า ความท้าทายขององค์กรระดับโลกที่มีโรงงานและบุคลากรหลากวัฒนธรรม คือระดับความพร้อมด้านข้อมูลที่ไม่เท่ากัน โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา BAT จึงมุ่งยกระดับมาตรฐานข้อมูลในโรงงานทุกแห่งให้อยู่ในเกณฑ์เดียวกันดังนี้
- สร้างความชัดเจนเรื่อง Data Ownership: กำหนด Critical Data Elements (CDE) พร้อมระบุตัว Data Owner และ Data Maintainer อย่างชัดเจนในระดับ Global Standard เมื่อพบปัญหาจึงสามารถแก้ไขได้ทันทีที่ต้นตอ
- ยกระดับการวัดผลแบบเรียลไทม์: เปิดให้พนักงานตรวจสอบ Data Quality Report ของตนเองผ่านแดชบอร์ด เพื่อส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องขึ้นสู่ระดับผู้บริหาร
- รองรับมาตรฐานและกฎหมายเฉพาะพื้นที่: เชื่อมโยง Data Set ใหม่ ๆ เข้ากับเครื่องจักรและไลน์การผลิต เพื่อให้สอดรับกับกฎระเบียบและข้อกำหนดด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศได้อย่างแม่นยำ
ในการนำ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพ BAT ไม่ได้นำแนวคิดการใช้งานเทคโนโลยีแบบผิวเผิน แต่เน้นการแก้ปัญหาหน้างานจริงและต้องผ่านการประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการนำโมเดล AI และ Self-healing Data มาใช้ประเมินว่าตัวแปรที่นำมาวัดผลนั้นถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่ต้นทางหรือไม่ แทนที่จะตรวจเพียงแค่ว่าข้อมูลกรอกครบตามกฎเกณฑ์เดิม
การประยุกต์ใช้ AI ในการรวบรวมข้อมูลน้ำหนักและมิติต่าง ๆ ของสินค้าจากซัพพลายเออร์ตั้งแต่ก่อนสร้าง SKU เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 โดยอัตโนมัติ ไปจนถึงการอนุมัติใช้งาน AI ในสายการผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านความเห็นชอบร่วมกันจากแผนกธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับประกันความพร้อมและความปลอดภัยในระยะยาว
Alex Lee ยังระบุว่า BAT ได้จัดทำโครงการ Upskilling ครั้งใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่หัวหน้าไลน์ผลิต ผู้จัดการโรงงาน จนถึงผู้บริหารระดับสูง ควบคู่กับการตั้งกลุ่ม Focus Group แลกเปลี่ยน Best Practice และการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงจุดประสานงานประจำแต่ละภูมิภาค เพื่อเป็นแกนนำในการนำเครื่องมือดิจิทัลไปปรับใช้จริง
นอกจากนี้ BAT อยู่ระหว่างการเตรียมโยกย้าย Legacy Planning System ที่กำลังจะหมดวงจรการใช้งาน ไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแชร์องค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน และรวบรวมข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์จากโรงงานทั่วโลกมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรม
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การทำ Digital Transformation ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่วัดกันที่ความถูกต้องของบริบท วินัยในการกำกับดูแลข้อมูล และความพร้อมของบุคลากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของ BAT ให้กลายเป็นองค์กรดิจิทัลในปัจจุบัน
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








