เมื่อ Nvidia กำหนดกรอบแนวคิด AI คลื่นลูกใหม่ว่าเป็น “AI ทางกายภาพ” นี่จึงเป็นการจุดชนวนความสนใจด้านหุ่นยนต์มนุษย์กันอย่างล้นหลาม และเร่งความพยายามในการพัฒนาไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดของ DIGITIMES ระบุว่าหุ่นยนต์เหล่านี้คิดเป็นเพียง 0.2% ของตลาดหุ่นยนต์โลกในปี ค.ศ. 2025 นี้ โดยที่การใช้งานยังคงเน้นเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ คลังสินค้า และการผลิต ซึ่งต่างไปจากการใช้งานในวงกว้างทั่วไปในหลายภาคส่วน

AI ช่วยเร่งพัฒนา แต่ต้นทุนการผลิตยังสูงเกินไป
ในรายงาน “Humanoid robotics, 2025 – Market trends, critical components & strategic shifts” ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้าน AI ที่กำลังทำให้วงจรการออกแบบหุ่นยนต์มนุษย์สั้นลง โดย AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถจำลองและปรับแต่งความสามารถที่ซับซ้อนได้ก่อนที่จะสร้างต้นแบบทางกายภาพ เช่น การทรงตัวสองขา หรือการถือวัตถุที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งการใช้แนวทางที่เน้นการทำงานแบบเสมือนจริงนี้จะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการลองผิดลองถูกทางวิศวกรรม ในขณะเดียวกันก็ช่วยยกระดับการรับรู้และการตัดสินใจของหุ่นยนต์
การใช้งานในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
เนื่องจากความสำเร็จในการจำลองสถานการณ์ไม่ใช่ใบรับประกันความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยที่การใช้งานจริงยังถูกจำกัดไว้ด้วยต้นทุนการผลิตที่สูง ความต้องการด้านการรับรู้สัมผัสและการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องใช้ชิปและเซนเซอร์มากขึ้น ในขณะที่การควบคุมการเคลื่อนไหวที่แม่นยำจำเป็นต้องใช้แอคชูเอเตอร์และส่วนประกอบเชิงกลเฉพาะทางที่มักเป็นส่วนที่ผลิตเป็นจำนวนน้อย จึงทำให้ต้นทุนสูงขึ้น โดยปัจจุบันหุ่นยนต์มนุษย์มีราคาขายอยู่ที่ 50,000-400,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่มีขนาดและฟังก์ชันใกล้เคียงกันซึ่งมีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากไม่สามารถทำให้ประหยัดจากปริมาณการผลิตแล้ว ราคาไม่น่าจะลดลงได้มากพอที่จะถึงจุดที่ทำให้หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถแข่งขันในตลาดบริการหรือตลาดภายในประเทศได้
สามพลัง สามระยะ
DIGITIMES ได้ระบุปัจจัยสำคัญสามประการที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการของหุ่นยนต์มนุษย์ ได้แก่ ความพร้อมของ AI ต้นทุนชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ และข้อบังคับด้านความปลอดภัย ซึ่งแต่ละปัจจัยจะขับเคลื่อนการเติบโตในแต่ละช่วง
- ระยะที่หนึ่ง (3-5 ปี) — ความก้าวหน้าของ AI จะช่วยเพิ่มสมรรถนะและขยายการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม แต่ต้นทุนที่สูงจะทำให้การใช้งานมุ่งเน้นไปที่โลจิสติกส์ คลังสินค้า และการผลิต
- ระยะที่สอง (5-10 ปี) — เมื่อฮาร์ดแวร์มีราคาถูกลงตามปริมาณ อุตสาหกรรมบริการจะกลายเป็นตลาดหลัก โดยที่มาตรฐานความปลอดภัยเริ่มเป็นที่ยอมรับ
- ระยะที่สาม (10 ปีขึ้นไป) — โดยเฉพาะ AI ซึ่งถ้าหากเศรษฐศาสตร์ฮาร์ดแวร์ และกรอบงานด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเข้ามาบรรจบกัน หุ่นยนต์มนุษย์อาจเข้ามาอยู่ในบ้านเรือนจำนวนมาก ซึ่งจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการตลาดอย่างแท้จริง

เส้นทางข้างหน้า
หุ่นยนต์มนุษย์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุค AI ทางกายภาพอย่างแน่นอน ขณะที่สิ่งที่ไม่แน่นอนไม่ใช่การตั้งคำถามด้วยคำว่า “ถ้า” แต่เป็นคำถามว่า “เมื่อไหร่” “ที่ไหน” และ “อย่างไร” ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ความก้าวหน้าของนวัตกรรมฮาร์ดแวร์และการลดต้นทุนนั้นยังไม่ใช่สิ่งบ่งบอกถึงความก้าวหน้าของ AI แต่จะเป็นตัวกำหนดว่าการปฏิวัติหุ่นยนต์มนุษย์จะก้าวออกจากฐานการผลิตไปสู่ชีวิตประจำวันได้เร็วเพียงใด
ที่มา: DIGITIMES
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








