โดย คุณรจนา เพ็งคล้าย Solution Advisor Senior Specialist จาก SAP Thailand จากเวทีสัมมนาออนไลน์แห่งปี MTT Virtual Conference 2026 ภายใต้ธีม Manufacturing Tech, AI & Engineering Trends เมื่อวันที่ 1-2 เมษายน 2026

จบลงไปแล้วอย่างสวยงามสำหรับงาน MTT Virtual Conference 2026: Manufacturing Tech, AI & Engineering Trends ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-2 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา วันนี้ทีมงาน ManuTalkThai ขอพาทุกท่านมาย้อนรอยหนึ่งในเซสชันไฮไลต์ที่น่าสนใจจากงานครั้งนี้ ในหัวข้อ “Supply chain orchestration provides the path forward” (การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบคือหนทางสู่ความก้าวหน้า) บรรยายโดย คุณรจนา เพ็งคล้าย Solution Advisor Senior Specialist จาก SAP Thailand ที่ได้มาเจาะลึกถึงการพลิกโฉมการบริหารจัดการซัพพลายเชนในภาคการผลิต (Manufacturing) ด้วยการผสานข้อมูลและ AI เข้าด้วยกัน
ความท้าทายที่ผู้นำซัพพลายเชนต้องเผชิญในยุคปัจจุบัน
คุณรจนาได้เริ่มต้นด้วยการฉายภาพให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ซัพพลายเชนของหลายองค์กรหยุดชะงัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่:
1. ปัจจัยภายนอก (External Forces):
- ความขัดแย้งระดับโลก (Global Conflicts): ภาวะสงครามที่ทำให้วัตถุดิบขาดแคลนหรือขนส่งล่าช้า
- กฎระเบียบและข้อบังคับ (Regulatory/Compliance): มาตรฐานการผลิตและข้อบังคับในการส่งออกของแต่ละประเทศที่เข้มงวดขึ้น
- ต้นทุนและโลจิสติกส์: ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และคอขวดในระบบการขนส่ง (Logistics bottlenecks)
- การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI: ที่บีบให้ทุกองค์กรต้องเร่งปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้
2. ปัจจัยภายใน (Internal Struggles):
- ข้อมูลแยกส่วน (Disconnected Data): มีข้อมูลแต่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน ทำให้ขาดการมองเห็นภาพรวมแบบต้นน้ำจรดปลายน้ำ (Lack of End-to-End Visibility)
- กระบวนการแบบแมนนวล: การทำงานที่พึ่งพากระดาษและแรงงานคน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย
- ระบบเดิมที่ซับซ้อน (Multiple Legacy Systems): การใช้ระบบหลายตัวที่ไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้การตัดสินใจล่าช้าและขาดความแม่นยำ
การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ (Orchestration) ตลอดวงจรธุรกิจ
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว SAP นำเสนอแนวคิดการบูรณาการระบบซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน SAP Business Suite for Supply Chain Management ซึ่งส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนในองค์กร ตั้งแต่ C-Level ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงาน โดยครอบคลุมกระบวนการหลัก ได้แก่:
- Design: การออกแบบผลิตภัณฑ์โดยใส่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและคำนึงถึงความยั่งยืน
- Plan: การวางแผนคาดการณ์ความต้องการ (Demand) และขีดความสามารถในการผลิต (Supply) ให้สมดุลกัน
- Buy: การจัดซื้อจัดจ้าง บริหารจัดการซัพพลายเออร์ และวางแผนการใช้วัตถุดิบ
- Manufacture: การบูรณาการการผลิตแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประสิทธิภาพและคุณภาพได้ทันที
- Deliver: การบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตรงเวลา
- Operate: การบริหารจัดการเครื่องจักรและสินทรัพย์ด้วยระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance)
การจะก้าวไปสู่ระบบ Orchestration ที่สมบูรณ์แบบได้นั้น องค์กรยุคใหม่ต้องขับเคลื่อนด้วย 3 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงกัน:
- Applications: ระบบและฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมทุกกระบวนการธุรกิจ
- Data: การใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อประกอบการตัดสินใจแทนการใช้ความรู้สึก
- Unrivaled AI: การฝัง AI (Embedded AI) ลงไปในแอปพลิเคชัน เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิต ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพ
เจาะลึกโซลูชันสำหรับภาคการผลิต (Manufacturing Focus)
คุณรจนาได้เน้นย้ำถึงขีดความสามารถของ SAP ในหมวดการผลิต (Manufacture) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาหน้างานโดยเฉพาะ แบ่งเป็น 4 แกนสำคัญ ดังนี้:
1. Analyze (การวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ) ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง Dashboard ที่ปรับแต่งได้ตามสายงาน (เช่น ผู้ดูแลสายการผลิต หรือ ผู้จัดการโรงงาน) เพื่อติดตามดัชนีชี้วัดผลงาน (KPIs) สำคัญต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ เช่น ค่า OEE (Overall Equipment Effectiveness) เพื่อดูประสิทธิภาพของเครื่องจักร หรือเปรียบเทียบแผนการผลิตกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Plan vs Actual)
2. Execute (การปฏิบัติการผลิตแบบไร้รอยต่อ)
- การจัดสรรทรัพยากร (Resource Orchestration): ระบบสามารถช่วยจัดสรรพนักงานที่มีทักษะตรงกับงาน หรือสลับสับเปลี่ยนเครื่องจักรได้อัตโนมัติ หากเกิดเหตุเครื่องจักรเสียกะทันหัน ผู้คุมงานสามารถปรับตารางงานได้ง่ายๆ เพียงแค่ Drag & Drop
- Digital Work Instructions: เปลี่ยนจากการใช้กระดาษเป็นการทำงานบนแท็บเล็ตหรือหน้าจอ พนักงานสามารถดูขั้นตอนการทำงาน บันทึกผลผลิต และตรวจสอบคุณภาพผ่านระบบดิจิทัลได้ทันที
- Visual Inspection ด้วย AI: ฟีเจอร์ไฮไลต์ที่ใช้ AI ทำงานร่วมกับกล้อง เพื่อตรวจสอบคุณภาพชิ้นงาน (Defect Detection) หากระบบพบความผิดปกติ จะทำการบันทึกและแจ้งเตือนอัตโนมัติ ลดภาระพนักงานในการตรวจสอบด้วยตาเปล่า และเพิ่มความแม่นยำ
3. Sustain (ความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับ)
- As-Built Record: ระบบสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้แบบ 100% ว่าสินค้าชิ้นนี้ผลิตจากวัตถุดิบล็อตไหน เครื่องจักรใด และใครเป็นผู้ผลิต
- Environment & Safety: ครอบคลุมไปถึงการดูแลความปลอดภัยของพนักงาน และการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการทำรายงาน ESG ขององค์กร
4. Collaborate (การทำงานร่วมกันและ AI ผู้ช่วยส่วนตัว)
- โซลูชันของ SAP มีเครื่องมือส่วนกลางที่ให้ฝ่ายต่างๆ (รวมถึง Supplier และลูกค้า) เข้ามาแก้ไขปัญหาคุณภาพร่วมกัน ผ่านเฟรมเวิร์กมาตรฐาน เช่น 8D, Ishikawa (ผังก้างปลา) หรือ 5Y
- SAP Joule (Digital Assistant): ผู้ช่วย AI อัจฉริยะของ SAP ที่ฝังอยู่ในระบบ ผู้ใช้งานสามารถพิมพ์ถามปัญหาการผลิต หรือสถานะเครื่องจักรด้วยภาษาธรรมชาติ (Natural Language) และระบบจะทำการดึงข้อมูลมาตอบและเสนอแนะแนวทางแก้ไขให้ทันที
บทสรุปทิ้งท้าย
เซสชันของคุณรจนา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเอาตัวรอดในอุตสาหกรรมการผลิตยุคปัจจุบัน ไม่สามารถพึ่งพาระบบไซโลแบบเดิมได้อีกต่อไป การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Supply Chain Orchestration ที่ผสานรวมข้อมูล แอปพลิเคชัน และ AI เข้าไว้ด้วยกันบนแพลตฟอร์มเดียวอย่าง SAP Business Suite จะเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยให้โรงงานผลิตสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ลดต้นทุน และก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่:
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







