เป้าหมายลดคาร์บอนที่เคยเป็นเพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อม กำลังถูกยกระดับเป็น “แผนเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจ” ของประเทศไทย เมื่อสมรภูมิการค้าโลกเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน การขาดแคลนแร่ธาตุสำคัญ และการมาถึงของมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งการแข่งขันครั้งใหม่ และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยจะขึ้นอยู่กับว่า เราจะเปลี่ยน “แรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศ” ให้เป็น “ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์” ได้เร็วแค่ไหน
สงครามการค้าสีเขียว: วัตถุดิบและภาษีกลายเป็นเรื่องความมั่นคง
สภาพแวดล้อมการดำเนินงานสำหรับผู้ผลิตในเอเชียกำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการภาษี ขณะที่จีนคุมเข้มการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EVs), กังหันลม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- CBAM จ่อเก็บเงินจริง: มาตรการ CBAM ของ EU จะสิ้นสุดช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนธันวาคม 2025 และจะเริ่มเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจริงในปี 2026 ซึ่งสร้างความกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเร่งด่วนสำหรับบริษัทไทยที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าที่เกี่ยวข้อง
- แร่ธาตุกลายเป็นนโยบาย: การที่สหรัฐฯ วางแผนสำรองแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) และข้อตกลงทางการค้าใหม่ ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเดือนตุลาคม 2025 เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน ทำให้นโยบายห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงของชาติ
บริษัทไทยจึงต้องเผชิญกับคำถามเร่งด่วนเรื่องแหล่งวัตถุดิบทดแทน และการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการด้านคาร์บอน
โอกาสที่มาพร้อมแรงผลักดัน EV และพลังงานสะอาด
ในภาพรวมทางเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้น (GDP ไตรมาส 2 ปี 2025 เติบโต 2.8% และส่งออกฟื้นตัวสองหลัก) แต่ความคึกคักส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าไทยเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายนอกโลกอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือจุดที่ประเทศไทยมีโมเมนตัมแข็งแกร่งที่สุด
- มาตรการ EV ดึงดูดการลงทุน: ช่วงกลางปี 2025 รัฐบาลได้ปรับแพ็กเกจส่งเสริม EV3 และ EV3.5 โดยผ่อนคลายอัตราส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การจดทะเบียนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่ในครึ่งแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบปีต่อปี แสดงให้เห็นว่านโยบายอุตสาหกรรมสีเขียวที่ตรงจุด สามารถเป็น แม่เหล็กดึงดูดการลงทุน ได้จริง
ช่องว่างที่ต้องเร่งอุด: SME และราคาน้ำมันคาร์บอน
แม้จะมีวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญ แต่ความท้าทายสำคัญที่คุกคามการบรรลุเป้าหมายยังคงมีอยู่:
- ราคาน้ำมันคาร์บอน (Carbon Pricing): การมีกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนเพื่อกำหนดราคาคาร์บอนภายในประเทศกลายเป็นสิ่งจำเป็นเชิงโครงสร้าง หากไม่มีกลไกนี้ บริษัทไทยจะมีความเสี่ยงในการแข่งขันกับบริษัทในประเทศอื่น ๆ ที่เริ่มคิดต้นทุนคาร์บอนไปแล้ว
- ความพร้อมของ SME: ในขณะที่บริษัทข้ามชาติที่เน้นการส่งออกปรับตัวได้เร็ว แต่ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศยังขาดแคลนเงินทุน การฝึกอบรม และเส้นทางการรับรองมาตรฐาน
- กริดไฟฟ้า: โรงงานสะอาดต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและเชื่อถือได้ การปรับปรุงกริดไฟฟ้าและการเชื่อมต่อกับ ASEAN Power Grid ควรถูกจัดเป็นนโยบายส่งออก เพราะไฟฟ้าที่ถูกลงและสะอาดขึ้นคือหัวใจสำคัญของโรงงานที่แข่งขันได้
ผู้ผลิตไทยจึงต้องเร่งใช้กลยุทธ์การจัดหาหลายแหล่ง (Multi-sourcing) การพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศอย่างจำกัด และการจัดการสินค้าคงคลังที่คำนึงถึงความผันผวนทางการเมือง
บทสรุป: หากประเทศไทยสามารถดำเนินการอย่างเด็ดขาดในการกำหนดราคาคาร์บอน การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) อย่างมีลำดับ การอัดฉีดเงินทุนกลับคืนสู่ SME และการรับรองสัญญาพลังงานสะอาดในพื้นที่อุตสาหกรรม การผลิตสีเขียวจะกลายเป็นทั้ง พันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศ และ เสาหลักแห่งการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ อย่างแท้จริง
ที่มา: https://eastasiaforum.org/2025/11/21/thailands-green-manufacturing-at-the-sharp-edge-of-geopolitics/
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย






