พลิกโฉมน้ำนมดิบสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

โดย กมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ Flottweg Thailand

ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าอุตสาหกรรมที่สูงกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับไทยมุ่งวางยุทธศาสตร์ให้ก้าวสู่การเป็น 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกอาหารแปรรูปรายใหญ่ของโลกภายในปีหน้า ภาพความสำเร็จนี้ปรากฏให้เห็นชัดที่สุดในอุตสาหกรรมนม โดยประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแปรรูปน้ำนมดิบได้สูงถึง 2,800 ตันต่อวัน และมียอดการผลิตรวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1.32 ล้านเมตริกตัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีขนาดการผลิตที่มหาศาลเพียงใด แต่ปัญหาเรื่องความไร้ประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตยังคงเป็นความท้าทายที่น่าจับตามอง

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง กำลังการผลิตที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงเราจำเป็นต้องยกระดับการตรวจสอบและเพิ่มความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตให้เข้มงวดกว่าเดิม เนื่องจากอัตราการผลิตมหาศาลนี้อาจก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้กระบวนการผลิตมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการสูญเสียในหลายจุดตลอดวงจรการผลิต

เมื่อพิจารณาในภาพรวม ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการสูญเสียอาหารอยู่ที่ประมาณ 7.5% ในช่วงระหว่างหลังการเก็บเกี่ยวไปจนถึงการกระจายสินค้า หากอุตสาหกรรมนมของไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นเพียง 2-3% ก็จะสามารถรักษาต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนมาได้คิดเป็นเงินหลายล้านบาท

ต้นทุนจากข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ

ช่องว่างด้านประสิทธิภาพที่ผู้ผลิตไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านพลังงานที่ลดทอนกำไรสุทธิของภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้พลังงานสูงถึง 40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ในขณะที่อัตราค่าไฟของไทยนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค

หากเจาะลึกไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมนม โรงงานแปรรูปที่ยังคงใช้ระบบการผลิตแบบเก่ามักขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ส่วนประกอบอันมีค่า เช่น Milk Solids และ Cream หลุดรอดไปกับกระบวนการปล่อยของเสีย ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย

กระบวนการแปรรูปที่ขาดประสิทธิภาพอาจส่งผลให้มูลค่าของน้ำนมดิบสูญหายไปถึง 5-10% นอกเหนือจากผลกระทบทางการเงินโดยตรงที่รุนแรงแล้ว ความไร้ประสิทธิภาพยังสร้างภาระหนักจนถึงขีดสูงที่ระบบบำบัดน้ำเสียจะรับไหว และเป็นการเพิ่มภาระต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น

สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าขัดแย้งกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการลดการสูญเสียพลังงานให้ได้ 30% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ในขณะที่ไทยกำลังขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจแบบ Bio-Circular-Green (BCG) นิยามของคำว่า “ของเสีย” กำลังถูกตีความใหม่ โดยสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาในการกำจัดกำลังถูกเปลี่ยนมุมมองให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าแทน

ในกระบวนการแปรรูปนม ผลผลิตที่ได้เพิ่มเติม (By-product) เช่น เวย์ และส่วนเหลืออื่น ๆ จากกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นไขมันนมที่กู้คืนมาได้และกากของแข็งที่เหลือจากการแยกและกรอง ล้วนมีมูลค่ามหาศาลหากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้เป็นของเสีย ส่วนประกอบดังกล่าวสามารถจัดเก็บ นำมาปรับเปลี่ยน และนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พลิกเกมสู่การป้องกันที่ต้นเหตุ

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ผลิตจะต้องเปลี่ยนมุมมองไปที่กระบวนการ “ต้นน้ำ” นั่นคือการเปลี่ยนจากการจัดการของเสียไปเป็นการป้องกันการเกิดของเสีย การปรับเปลี่ยนที่ต้นน้ำส่งผลดีต่อปลายน้ำอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น การแยกของแข็งและส่วนประกอบที่มีค่าออกตั้งแต่เนิ่น ๆ  ในกระบวนการผลิตจะช่วยลดภาระของระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งนับเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง ช่วยให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทำได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงจากการถูกลงโทษทางกฎหมาย

แนวทางที่ทำได้จริงคือการนำเทคโนโลยีการแยกส่วนประกอบ (Separation) ที่ทันสมัยมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น ระบบปั่นเหวี่ยงความเร็วสูงที่ช่วยแยกส่วนประกอบต่าง ๆ ของของเหลวตามระดับความหนาแน่น ศักยภาพของเทคโนโลยีนี้คือการกู้คืนวัตถุดิบอันมีค่า อาทิ ไขมัน โปรตีน และเวย์ก่อนที่จะถูกทิ้งลงท่อระบายน้ำ ซึ่งให้ประโยชน์ที่สำคัญยิ่ง 3 ประการ ได้แก่

1. การกู้คืนมูลค่าของผลิตภัณฑ์

แทนที่จะปล่อยให้ส่วนประกอบที่มีมูลค่าสูงหลุดไหลไปกับระบบน้ำเสีย เทคโนโลยีการแยกสารขั้นสูงช่วยให้สามารถดักจับและนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เคยถูกทิ้งไป

2. ประสิทธิภาพด้านพลังงาน

ระบบการผลิตที่ให้ผลผลิตสูงออกแบบมาเพื่อจัดการกับปริมาณงานมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้พลังงานต่อหน่วยผลผลิตที่น้อยลง ช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดในสายการผลิต ถือเป็นปัจจัยที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาจากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

3. ความเสถียรในการดำเนินงาน

ระบบในปัจจุบันมักมาพร้อมกับความสามารถในการตรวจสอบอัจฉริยะ (Smart Monitoring) และระบบอัตโนมัติ ผู้ควบคุมการผลิตสามารถรักษาประสิทธิภาพการผลิตให้คงที่ ลดเวลาการหยุดของเครื่องจักร และตอบสนองต่อความผันแปรในกระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ขีดความสามารถเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เทคโนโลยีการแยกส่วนประกอบนี้ได้รับการรับรองในระดับสากลมาแล้ว โดยออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยที่เข้มงวด ช่วยให้ผู้ผลิตอาหารสามารถยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เมื่อโรงงานนำมาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ จะทำให้เปลี่ยนผ่านจากกระบวนการแยกส่วนประกอบขั้นพื้นฐานไปสู่การกู้คืนมูลค่าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเปลี่ยนความท้าทายในการดำเนินงานให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน

บทบาทของการผสานรวมระบบก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เทคโนโลยีที่สามารถทำงานร่วมกับระบบดิจิทัลและการบริหารจัดการด้วยข้อมูลจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้เพียงแค่การจัดซื้อเครื่องมือใหม่ แต่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มองว่ากระบวนการพัฒนาสู่ความทันสมัยคือการเดินทางที่มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่การยกระดับเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป

ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ

แม้แรงหนุนจากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นจะขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมนมไทยมีแนวโน้มเติบโตกว่า 7% ต่อปีไปจนถึงปี 2573 แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความท้าทายจากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งในด้านการยกระดับประสิทธิภาพ การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวดขึ้น

กระบวนการผลิตแบบเก่าอาจจะไม่ตอบสนองต่อความต้องการได้อีกต่อไป เทคโนโลยีการแยกสารขั้นสูงจึงเป็นหนทางที่ทำได้จริงและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างได้ โดยการกู้คืนมูลค่า การลดการใช้พลังงาน และการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืน

ประเทศไทยครองตำแหน่ง ‘ครัวของโลก’ มาอย่างยาวนาน ทว่าการจะต่อยอดจุดแข็งนี้ให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้นนั้น หัวใจสำคัญคือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านประสิทธิภาพ แม้เส้นทางดังกล่าวจะเต็มไปด้วยโจทย์ที่ท้าทาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ามหาศาล ทั้งในแง่การบริหารต้นทุน การเพิ่มผลิตผล และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างเหนือชั้น สำหรับอุตสาหกรรมนมไทย อนาคตข้างหน้าคือยุคทองของกลุ่มธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนของเสียให้มีมูลค่าและเปลี่ยนประสิทธิภาพให้เป็นอาวุธลับที่จะกำหนดชัยชนะอย่างแท้จริง

About Suphasin Sueklab

Check Also

AMD ทุ่ม 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนุน Anthropic สร้างขุมพลัง AI สเกลยักษ์ 2 กิกะวัตต์

การแข่งขันในสมรภูมิ AI ยิ่งดุเดือดเท่าไหร่ โครงสร้างพื้นฐานหรือ “หลังบ้าน” ก็ต้องยิ่งทรงพลังขึ้นเท่านั้น ล่าสุด AMD ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งประวัติศาสตร์กับ Anthropic บริษัทผู้พัฒนา AI สุดล้ำอย่าง Claude เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานประมวลผล …

Dassault Systèmes ส่ง 3 ผู้ช่วย AI “AURA-LEO-MARIE” ลุยงานวิศวกรรมและสายการผลิตครบวงจร

วงการอุตสาหกรรมเตรียมต้อนรับเพื่อนร่วมงานคนใหม่ เมื่อ Dassault Systèmes ผู้นำด้านซอฟต์แวร์การออกแบบระดับโลก ประกาศเปิดตัวนวัตกรรม “ผู้ช่วยเสมือนจริง” (Virtual Companions) บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE เพื่อเข้ามาเป็นผู้ช่วยมือขวาในการไขโจทย์ยาก ๆ ของกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การออกแบบ …