FEV และ Microsoft ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการนำเทคโนโลยี Generative AI ผสานเข้ากับยานยนต์โดยตรง ขับเคลื่อนด้วยพลังประมวลผล GPU ขั้นสูงจาก Nvidia โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างระบบโต้ตอบอัจฉริยะ (Multimodal Interactions) ทั้งผ่านเสียง ข้อความ และท่าทาง ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการพลิกแพลงมาใช้ Small Language Models (SLM) อย่างเช่นโมเดล Phi-4-mini-instruct จาก Microsoft Foundry ทำงานร่วมกับพลังประมวลผลของแพลตฟอร์ม NVIDIA DRIVE AGX
การประมวลผลที่เกิดขึ้นภายในรถยนต์ (Edge Computing) ช่วยให้ระบบสั่งการต่าง ๆ ทำงานได้รวดเร็วและเสถียรแม้จะอยู่ในจุดที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ในมุมมองของผู้ประกอบการและผู้ผลิต การใช้ SLM แบบฝังตัวนี้ช่วยลดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ลงได้อย่างมหาศาล ทำให้การสเกลธุรกิจยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicles) เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์ในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น
3 แอปพลิเคชันหลัก พลิกโฉมยานยนต์อัจฉริยะ
FEV ได้วางแผนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ใน 3 สายงานหลักที่มีศักยภาพสูงในการผลิตระดับอุตสาหกรรม (Mass Production) ได้แก่:
- ยกระดับการขับขี่อัตโนมัติ (SAE ระดับ 3 ถึง 5): โมเดล GenAI แบบ Multimodal จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์และจดจำวัตถุ สภาพการจราจร และเส้นทางเดินรถได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมเขตเมืองที่ซับซ้อน
- การเฝ้าระวังผู้ขับขี่และผู้โดยสาร: GenAI แบบฝังตัวจะช่วยตรวจจับความเหนื่อยล้า การเสียสมาธิ หรือพฤติกรรมผิดปกติได้อย่างเรียลไทม์ และทำหน้าที่เป็น “ระบบสำรองด้านความปลอดภัย” ทันทีหากระบบคลาวด์หลักเกิดความขัดข้อง
- การปรับแต่ง HMI และรถยนต์แบบเฉพาะบุคคล: ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งฟังก์ชันรถและหน้าจอแสดงผลต่าง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านคำสั่งเสียงตามโปรไฟล์การใช้งาน โดยไม่ต้องรอการประมวลผลจากคลาวด์
เพื่อให้โมเดล AI ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดของระบบคอมพิวเตอร์ในยานยนต์ FEV ได้ใช้ข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) ที่คัดกรองผ่าน Nvidia NeMo ในขั้นตอนการ Fine-tuning ก่อนจะนำไปติดตั้งและทำงานจริงบน Nvidia Drive AGX ในรูปแบบของบริการซอฟต์แวร์แบบโมดูลาร์ (Modular Software Services)
ล่าสุด FEV ได้นำร่องเทคโนโลยีนี้ผ่านการสร้าง “Dashboard Configurator” เพื่อแสดงศักยภาพของระบบ โดยระบบสามารถอัปเดตและปรับเปลี่ยนหน้าจอแดชบอร์ดแบบไดนามิกผ่านคำสั่งเสียงธรรมชาติด้วย SLM ในตัวรถ
ในอนาคต FEV มีแผนที่ชัดเจนในการต่อยอดและนำโมเดล AI แบบ Local (รันในตัวรถ) เข้ามาเสริมการทำงาน หรือทดแทนฟังก์ชัน AI เดิมที่ต้องพึ่งพาคลาวด์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย







