ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda) ตัดสินใจปรับหางเสือครั้งสำคัญในสมรภูมิยานยนต์พลังงานสะอาด โดยประกาศเตรียมยุติการผลิตระบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) รุ่นปัจจุบันภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งนั่นหมายถึงการ “ปิดฉาก” ไลน์การผลิตภายใต้บริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรเก่าแก่อย่าง เจเนอรัล มอเตอร์ส (GM) ลงด้วย

ปิดฉากฐานผลิตมิชิแกน
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ฮอนด้าและ GM ได้จับมือกันก่อตั้ง Fuel Cell System Manufacturing LLC ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นโรงงานผลิตระบบ Fuel Cell ป้อนสู่ตลาดรถยนต์ นับเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือข้ามค่ายที่น่าจับตามองในขณะนั้น
สู่ยุค “พึ่งพาตนเอง” (In-house Strategy)
อย่างไรก็ตาม การยุติการผลิตร่วมครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าฮอนด้าจะถอยจากตลาดไฮโดรเจน แต่กลับเป็นการ “รุกฆาต” ด้วยกลยุทธ์ใหม่ ที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี Fuel Cell ที่ฮอนด้า “พัฒนาขึ้นเองภายในองค์กร” (In-house) ทั้งหมดแทน
การเดินเกมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ฮอนด้าต้องการกุมบังเหียนเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไว้ในมือเอง เพื่อความคล่องตัวในการพัฒนาและควบคุมต้นทุน ในยุคที่เทคโนโลยีไฮโดรเจนกำลังถูกมองว่าเป็นทางรอดใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรหนักในอนาคต
ข่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า Honda ยังคงเชื่อมั่นในพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) แม้กระแส EV จะมาแรง ทำไมค่ายญี่ปุ่นอย่าง Honda และ Toyota ถึงยังเดิมพันกับไฮโดรเจน แม้กระแสโลกจะเทไปทาง EV หลายคนมองว่าญี่ปุ่น “ตกขบวน EV” แต่ในมุมมองวิศวกรรมและยุทธศาสตร์พลังงาน ค่ายญี่ปุ่นมองเกมข้ามช็อตไปที่ “ข้อจำกัดทางฟิสิกส์” ของแบตเตอรี่ ที่ไฮโดรเจนสามารถเข้ามาแก้โจทย์ได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม
ญี่ปุ่นไม่ได้บอกว่า BEV ไม่ดี แต่พวกเขามองการใช้งานคนละประเภท:
- รถเก๋ง / ขับในเมือง / ระยะสั้น: ยกให้ BEV (แบตเตอรี่) เป็นพระเอก
- รถบรรทุก / ข้ามจังหวัด / อุตสาหกรรมหนัก: ยกให้ FCEV (ไฮโดรเจน) เป็นคำตอบ
การที่ Honda แยกทางกับ GM เพื่อมาลุยเอง แสดงว่า Honda เห็น “Business Model” ใหม่ ที่จะผันตัวจากคนขายรถ มาเป็น “Supplier ผู้ขายขุมพลัง” ให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่แบตเตอรี่เข้าไม่ถึงนั่นเอง
ManuTalkThai ศูนย์รวมข่าว Industrial Technology ออนไลน์ในประเทศไทย








